วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 20, 2552
ชินชิน@ประชานิเวศน์
วันจันทร์, ธันวาคม 01, 2551
วันพ่อ ประทับใจจัง 2551

1 ธ.ค. 2551 ที่ รร. อนุบาลฉัตรเฉลิม น้องชิน จัดกิจกรรมวันพ่อ ก็เป็นประจำกันทุกปี วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 09, 2551
แม่ไม่อยู่ 4 วัน ก็มีเรื่องมันๆ อีกตามเคย
หม่าม๊า หรือ คุณแม่ ไปทำบุญที่เชียงรายกับเพื่อนๆ ตั้งแต่วันศุกร์ ที่ 7 พ.ย. 2551 มีกำหนดการเดินทาง 4 วัน ไปวันศุกร์ กลับคืนวันจันทร์ วันศุกร์, กันยายน 05, 2551
สารพัดเรื่องกวนๆ เมื่อแม่ไม่อยู่ 2 วัน

วันอาทิตย์, กรกฎาคม 06, 2551
คุณแม่น้องชิน ไป ซานฟรานซิสโก (USA)
สารพัดเรื่องราวตั้งแต่ เช้าเลย เริ่มตั้งแต่ เข้าห้องน้ำแปรงฟัน ใส่ยาสีฟัน ให้ทีหลัง ก็ไม่ได้ นั่งลงติดพื้น งอแง เลย ต้องใส่ยาสีฟัน ให้แกก่อน...
พอแกอาบน้ำเสร็จ เราก็อาบน้ำต่อ ล๊อคห้องน้ำอย่างดี พออาบไปได้สักพัก ได้ยินเสียงประตูห้องน้ำถูกเปิดออก ชัวร์เลย ชินชิน แกเอากุญแจมาเปิดห้องน้ำ พร้อมกับชูกางเกง ถามว่า ด้านไหน คือด้านหน้า...วันนี้ แกต้องใส่กางเกงกีฬาไป รร. โชคดีนะ ที่เราอาบน้ำมีฉากกั้นอยู่ อธิบายแกเสร็จแกก็ออกจากห้องน้ำไป เราก็อาบน้ำต่อ...
พออาบน้ำเสร็จ เราก็แต่งตัว จากนั้น เดินลงไปด้านล่าง...พอเดินไปถึง ก็เห็นแกนั่งอยู่ที่พื้น ถามแกว่า ใส่ กกน. แล้วยัง (แกเคยลืมใส่)...พอถามปุ๊บ แกก็ร้องไห้ เพราะแกไม่ได้ใส่ และแกบอกว่า แกขี้เกียจถอดกางเกงกีฬา...ก็เลยต้องช่วยแก แกก็เลยยอมใส่...จากนั้น แกก็นั่งที่พื้นอีก ทำงอแง ก็ถามว่า ทำไมลูก แกบอกว่า ให้ป๋า ช่วยผูกผมให้แกด้วย...เราได้ยิน ก็ตกใจเล็กน้อย เพราะเราผูกผมให้ไม่เป็น ก็อธิบายให้แกฟังว่า ป๋า ทำไม่เป็น แต่แกก็ไม่ยอม บอกว่าให้ผูกผมให้แก...สุดท้าย เราก็เลยต้องช่วยแกผูก ผูกตั้งนาน ก็ทำไม่ได้ ผูกไปก็อธิบายให้แกฟังว่า ป๋า ทำไม่เป็น...ตอนหลังแกก็เลย OK ยอมแพ้ คือว่า ไม่ต้องผูก
...เย็นนั้น กลับมาก็ไม่มีอะไรผิดปกติ...ก่อนนอน แกก็บอกให้อ่านนิทานให้แกฟัง...เราเองก็อ่าน อ่านไม่ทันไร ป๋าเริ่มง่วง (เป็นอย่างนี้ทุกที) พอเราเริ่มง่วง เราก็ล้มตัวลงนอน แกก็ปลุกให้เราตื่น เราเองทำแบบนี้หลายรอบ...จนกระทั่ง แกพูดว่า "ตัวขี้เกียจ จงออกไป" ที่แกพูดแบบนี้ เพราะสมัยก่อน แม่แก เคยพูดแบบนี้กับชินชิน... มีอยู่ช่วงหนึ่งแกพูดว่า "ป่าป๋า เดี๋ยวก็นอน เดี๋ยวก็อ่าน หนูไม่ชอบนะ" แกคงโมโหเราน่าดู...
5 ก.ค. 2551, วันนี้ เป็นวันเสาร์ เป็นวันที่ ชินชิน ต้องเรียนพิเศษถึง 3 อย่าง, เด็กสมัยนี้ ทำไมเรียนเยอะจังนะ, เริ่มจากไปเรียนพิเศษที่ รร. ฉัตรเฉลิม ไปส่งเวลา 8.30 น. เรียนถึง 11.00 น...เราเองก็ไปรอรับ วันนี้ รอนานมาก ปกติ แกจะเลิกประมาณ 10.45 วันนี้ เล่นเอาถึง 11.10 น....พอแกเดินออกมาจากห้อง ก็มาหาเรา ท่าทางจะร้องไห้ ถามว่า เป็นอะไรเหรอ...แกบอกว่า อยากไปเล่นที่สนามเด็กเล่นของ รร.... นึกว่า มีอะไร มากมาย ทำเอางง...
จากนั้น ก็ไปรับ จู้... แล้วก็ไปส่ง ชินชิน ไปเรียน ดนตรี และ คุมอง โดยให้ จู้ ดูแลแทน...เราเอง ก็ไป Homepro เพื่อซื้ออุปกรณ์สี ทาไม้...กลับมาบ้าน ก็ทาสีไม้ เพื่อจะปิดช่องแสง และปรับปรุงครัวเล็กน้อย จนถึงประมาณ 4 โมงเย็น ก็พอกันไปบ้าน เจ๊เหลี่ยน (ซามกู) ไปทานมื้อเย็นที่นั้น จนกระทั่ง 6 โมงกว่า ก็กลับมา ขับรถมาได้ครึ่งทาง ชินก็หลับซะแล้ว...คงเป็นเพราะเหนื่อยมาทั้ง ไหนไปเรียนพิเศษ กลับมาก็เล่นอีก...แกหลับจนถึงบ้าน และพาแกไปหลับต่อที่ห้องนอน...ปรากฏว่า แกหลับต่อยาวจนถึงเช้าเลย...เช้าวันอาทิตย์ แกตื่นแต่เช้าประมาณ 6 โมง หลังจากที่แกหลับมาเกือบ 12 ชั่วโมง...เราเอง ก็รู้สึกว่า แกตื่นแล้ว สักพัก ก็ลืมตา มองเห็นแกกำลัง ขยี้ผมแกอยู่ จากนั้น แกเอ่ยปากถามหา โบว์ผูกผม ของแก หายไปข้างหนึ่ง ซึ่งเมื่อคืนตอนแกหลับ มีอยู่ 2 ข้าง...เราเอง ก็งัวเงียอยู่ ก็ช่วยแกหา ปรากฏว่าหาไม่เจอ...แกก็เริ่มจะร้อง (อีกแล้ว)...เราเลยบอกว่า เดี๋ยวจะไปหาที่รถให้...เราเลยต้องลงไปหาที่รถ ก็ไม่พบ...ขึ้นมาบอกแก แกก็จะร้อง...ก็รื้อหมอนบนฟูกออกทั้งหมด แล้วหาใหม่ ในที่สุด ก็เจอ...แกก็ดีใจ
เวลาในตอนนั้น ยังไม่ถึง 7 โมงเช้าเลย แกบอกว่าจะไปอาบน้ำ แล้วจะไปเรียนคุมอง...ทำเอาเรางง
วันนี้ ชินไปเรียนคุมอง ค่อนข้างเช้ามาก จะช้าก็ตรงเรามากกว่า เพราะกำลังทาสี ยังไม่เสร็จ ทาตั้งแต่ วันเสาร์บ่ายแล้ว ต้องมาทาทับเพิ่ม...
หลังจากเรียนเสร็จ แกบอกว่า วันนี้ โต๊ะเล็กที่แกนั่ง แกมาคนแรก และแกก็คุยว่า แกทำไป 2 เล่ม ถูกหมดเลย คุณครูเอาไป 1 เล่ม จะเอาไป show, ไม่รู้จริงหรือไม่ เราเองก็ไม่เข้าใจ...
บ่ายกลับมา เราก็ทำงานบ้านต่อ แกก็มาช่วย คงเป็นเพราะแกเห็น จี่จู้ มาช่วยเรา แกก็เลยไม่ยอม แกช่วยหยิบเครื่องไม้เครื่องมือให้...เก่งจริงๆ...
มีอยู่ช่วงหนึ่ง เห็นผ่อผ่อ (คุณย่า) บอกว่า แกโทรศัพท์ไปหา แม่แก ที่อยู่เมืองนอก...โทรไม่ติด มีแต่เสียงตอบรับอัตโนมัติ บอกว่า ไม่สามารถติดต่อได้...แกพูดว่า คนบ้าพูด ท่าทางคงโมโหน่าดู ที่โทรหาไม่ได้...แกโทรไปตั้งหลายครั้งแหนะ...คิดถึงแม่มาก
...ช่วงบ่าย จู้ จะไปธุระที่จุฬาฯ ชินชิน แกก็อยากไปด้วย เราเองบอกว่า ไปไม่ได้หรอก จู้เขาต้องนั่งมอเตอร์ไซด์ นั่งได้คนเดียว... แกสวนกลับว่า นั่งได้ 2 คน เพราะแกเคยนั่งกับหม่าม้ามาแล้ว...ก็เลยบอกว่า เย็นจะพาไป Lotus...
ก่อนไป Lotus เราเองก็ช่วยแกสระผม เพราะผมชิน เริ่มมีกลิ่น...แกก็แนะนำให้เราทำโน่นนี้ ตั้งแต่ ให้หยิบกะลามัง ตัวที่แกนั่งอาบน้ำ หยิบขวดแชมพู หยิบขัน จากนั้น แกก็ลงนั่งในกะลามัง...ก่อนที่แกจะลง แกบอกว่า ต้องล้างเท้าก่อน...เราเอง ก็สระไม่เป็น ไม่รู้ทำไง ก็เลยทำตามที่แกบอก (สั่ง)...พอใส่น้ำยาเสร็จ ก็ขยี้ๆ แล้วก็ล้างน้ำ...ยากเย็นเหลือเกิน ก็เลยบอกแกว่า ไปล้างผม ในห้องน้ำดีกว่า แกก็ OK...พอไปถึงห้องน้ำ เราก็เอาฝักบัว ล้างผมแก...แกโวยวายใหญ่ แล้วก็เอาหัวแกมาถูกับเสื้อผ้าเรา เปียกหมดเลย...ทำแบบนี้ตั้งหลายรอบ...แกทำไป ก็บ่นไปว่า ป๋า ทำไม่เป็นๆ...
วันเสาร์, เมษายน 05, 2551
วันศุกร์, พฤศจิกายน 09, 2550
shin เริ่มเรียนพิเศษแล้ว
วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 08, 2550
Shin เกือบจะ 4 ขวบแล้ว
สามารถเขียนหนังสือได้คล่องขึ้นมาก การจับดินสอ การระบายสี ทำได้ดีขึ้นมาก สามารถควบคุมการลากเส้น ได้ดีขึ้น มีความขยันในการทำการบ้าน
แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดขึ้น คือ แกกวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเวลางอแง
แกจะไม่ยอมทำอะไรด้วยตัวเอง ต้องให้คนอื่นเข้าช่วย
อย่างเช่น มีอยู่วันหนึ่ง แกงอแง อยากกิน ยาคูลท์
แกไม่ยอมไปเปิดตู้เย็น ไม่ยอมไปหยิบเอง
แกเดินไปที่ตู้เย็นแล้ว ก็บอกว่า ตู้เย็นเปิดไม่ได้ เปิดไม่ออก
และแกก็บอกให้ คุณแม่ ช่วยเปิดและหยิบให้
แต่คุณแม่แก ก็มีมุขเหมือนกัน คือว่า คุณแม่เดินไปที่ตู้เย็น แล้วก็แกล้งทำเป็นเปิดตู้เย็น บอกชินๆ ว่าเปิดไม่ได้เหมือนกัน ตู้เย็นคงเสีย และก็มาบอกที่คุณพ่อว่า ตู้เย็นคงเสีย พรุ่งนี้ให้ตามช่างมาซ่อม
ต่างฝ่าย ต่างก็งอแงอยู่สักพัก ไม่มีใครยอมใคร (ตัวคุณพ่อเอง ก็อยู่เฉยๆ)
สุดท้าย ก็ได้ยินเสียงหัวเราะชินๆ
ปรากฏว่า ตัวแกยืนเปิดประตูตู้เย็น และกำลังหยิบยาคูลท์ เอง
สรุปก็คือว่า ชินๆ ยอมแพ้ ไม่งอแงอีกต่อไป
คือปรับตัวเร็วมาก จากที่ งอแง ก็กลับมา หัวเรากิ๊กๆ ก๊ากๆ
เช้าวันถัดมา พอตื่นมา แกก็หิวนม แม่แกก็บอกว่า ไปหยิบกินซีลูก
แกตอบว่า ร้อน
ผมเองก็งง เปิดแอร์ เย็นๆ อยู่จะร้อนไง
แกบอกว่า หากลุกขึ้น ไปหยิบนม จะร้อน (แกไม่ยอมไปหยิบนมเอง จะให้คนอื่นช่วยหยิบให้)
วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 21, 2550
Shin Picture @ 3 Year Old
วันพุธ, มิถุนายน 20, 2550
กลับมาอีกครั้ง

วันจันทร์, มกราคม 15, 2550
ไม่ ไม่ ไม่ และหยุดขวดนม เลิก Diaper
มาพูดเรื่องแรก ดีกว่า มันเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายก็ว่าได้ เรื่องที่ว่าก็คือ ชินชินเลิกขวดนมแบบเหลือเชื่อ คือว่า ต้นเดือน ม.ค. 2550 พ่อและแม่ ก็พาไปหาหมอ เพื่อฉีดวัคซีนตามนัด (นัดตั้งแต่ พ.ย. 2549 แต่พวกเราก็ Late จนถึงปี 2550)... วันนั้น หมอก็ถามโน่น ถามนี่ และบอกว่า ตัวสูงจัง ชินชิน อายุ 3 ขวบ 1 เดือน สูง 102 ซม. และหนัก 16 กก. คือสูงใช้ได้เลยหละ (คงเหมือนพ่อและแม่) จากนั้น หมอก็ถามว่า ยังกินนมขวดอยู่หรือไม่ ก็ตอบไปว่า กิน หมอเลยอุทานว่า ยังกินอยู่เหรอ ต้องเลิกได้แล้ว เดี๋ยวฟันจะไม่สวย
ก็จบเพียงแค่นั้น...
เย็นวันนั้น ก็ถามชินเรื่องกินนม ก็ถามแกว่า จะเอานมกล่อง หรือนมขวด ชินตอบว่า คุณหมอไม่ให้กินนมขวดแล้ว พวกเราก็อดขำไม่ได้ และตั้งแต่นั้นมา แกก็เลิกขวดนม... Surprise คุณพ่อคุณแม่มากมาก ไม่คิดว่า ทำไมง่ายขนาดนี้ ก่อนหน้านี้ ก็คิดว่า จะเลิกอย่างไรดี แกคงไม่ยอมแน่
ช่วงที่แกไป รร. อนุบาล ก็จะกินนมกล่องที่ รร. แต่พออยู่บ้าน แกก็จะขอกินนมขวด โดยให้เหตุผลว่า นมขวดอร่อย (ฟังดูมีเหตุผลดี)
ถัดมาก็เป็นเรื่อง ไม่ ไม่ ไม่ คือสารพัดไม่ ทำให้ต้องบันทึกไว้หน่อย
คือว่า แต่ก่อนเวลาแกทำอะไรไม่ถูก หรือไม่ดี คุณแม่ ก็จะพูด หรือสอนแก แต่แกก็จะสวนกลับว่า ไม่ต้องพูด
จากนั้น แม่แกก็บอกว่า หม่าหมาบอก แกก็สวนว่า ไม่ต้องบอก... ที่หนักกว่านั้นคือ ระยะหลังแกจะพูดว่า ไม่ต้องมอง คือแกไม่ให้มองแก
พวกเราเอง ก็ต้องหาวิธีจัดการกับแกบ้าง บางที ก็นำคำพูดที่แกพูดมาพูดกับแก เท่าที่สังเกตุชินชิน (หรือเด็กทั่วๆ ไป) พบว่า อะไรที่เราเคยพูดกับแกในอดีต แกก็จะนำกลับมาพูดกับพวกเรา
2 วันก่อน ตอนที่อยู่ในห้องนอน ก็เปิดแอร์ปกติ แต่เนื่องจากช่วงนี้ อากาศค่อนข้างเย็น พอเปิดสักพัก เราก็จะปิดแอร์ วันนั้น พอจะปิด แกก็พูดว่า ไม่ให้ปิด หนูร้อน และพูดว่า หนูไม่อนุญาติ... เฮ้อ เล่นเอาทั้งพ่อและแม่ อดขำไม่ได้ นี่แหละ ชีวิต การมีลูก มันก็มีอะไรที่สนุกๆ เหมือนกัน
----------------- ชินเลิก Diaper เมื่อประมาณ 2 ขวบ 10 เดือน-----------------------------------
ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ คิดเสมอเหมือนกันว่า น้องชิน จะเลิก Diaper เมื่อไรน้า คิดมาเรื่อยๆ ก็จนกระทั่งสังเกตว่า ในเวลากลางคืนที่เราใส่ Diaper ให้แกแล้ว แกไม่ได้ฉี่รด เป็นเวลา 3-4 วัน และสังเกตุว่า เมื่อแกปวดฉี่ แกก็จะร้องลั่นว่า ปวดฉี่ ... เมื่อเป็นที่แน่ใจว่า คงไม่ฉี่ราดแล้ว และไม่ต้องใช้ Diaper แล้ว ก็เลยเลิกใส่ Diaper เมื่อเวลาแกหลับ ตอนนั้น ก็อายุได้ 2 ขวบ 10 เดือน
สำหรับช่วงกลางวันนั้น ก็เลิกใส่ Diaper เมื่อแกอายุได้ประมาณ 2 ขวบ คือว่า กลางวันไม่ต้องใส่เลย เวลาแกปวด แกก็จะร้องว่า ฉี่ (เสียงยาวๆ) ช่วงนั้น หากแกร้องเมื่อไร ต้องรีบพาเข้าห้องน้ำทันที เพราะหากช้าเมื่อไร ฉี่ราดชัวร์ เพราะแกยังกลั้นฉี่ไม่เป็น... หลังๆ มาแกก็จะเก่งขึ้นๆ เรื่อยๆ คือสามารถกลั้นฉี่ได้ หากห้องน้ำอยู่ไกล หรืออยู่ในรถ ก็ไม่มีปัญหา คือว่า ยังพอหาห้องน้ำทัน
วันจันทร์, ธันวาคม 11, 2549
ชินชิน 3 ขวบแล้ว
แต่ตอนนี้ เรามีลูกแล้ว ทำให้รู้ว่า สิ่งที่เคยคิดนั้น ไม่ถูกต้อง
ตอนนี้ ชินชิน ก็ครบ 3 ขวบแล้ว ทำอะไร ต่อมิอะไรได้มากมาย จน พ่อและแม่ ก็ยังงงๆ ในหลายๆ ครั้ง
ชินชิน สามารถเปิดปิดประตูเหล็ก รั้วบ้านได้ ซึ่งเป็นประตูเหล็กที่ยาว และหนักพอควร ความกว้างของประตูเหล็ก สำหรับจอดรถ 2 คัน เหตุการณ์เกิดหลังจากที่ เรา กลับมาจากมาเลเซีย ก่อนไปมาเลฯ ชินชิน ยังเปิดเองไม่ได้ จะได้ก็แต่ เปิดพร้อมผู้ใหญ่ แต่พอกลับมา เพิ่งเห็นแก เปิดเข้าออกเอง
ชินชิน สามารถล้างจานได้แล้ว ทำท่าทำทาง เหมือนผู้ใหญ่ มีการใช้ฟองน้ำ ใส่น้ำยาล้างจาน ถูๆๆๆ จากนั้น ก็ล้างจานด้วยน้ำเปล่า แต่ ก็ต้องตามล้างให้ใหม่เสมอ
ชินชิน ช่วยตากถุงเท้า และ ลิง ของป่าป๋า
ชินชิน เริ่มใช้โทรศัพท์แล้ว (แต่ต้องกดเลขหมายให้) อย่างคืนนี้ โทรไปหาป๋า และบอกว่า อาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว เพราะจะไปโลตัส
ชินชิน สามารถเปิด ปิด ประตูรถ และขึ้นลงรถเองได้
ชินชิน ค่อนข้างดุ (มาก) เวลาเล่นของอะไร จะไปห้ามแก แกไม่ค่อยยอม แกจะสู้ หรือต่อรองว่า ขอนิดหน่อย
เวลาพูดสวนกะแก แรกๆ แกก็จะบอกให้หยุด เพื่อให้แกพูดก่อน แต่หลังๆ นี้ แกจะเอามือแกมาปิดปากคนอื่นแทน
วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 19, 2549
สุวรรณภูมิ
อันที่จริง ก่อนหน้าที่เขาจะเปิดสนามบิน ก็เคยได้มาเดินเล่นบ้าง
ครั้งนี้ เป็นการบินจริงๆ ครั้งแรกของผม บินไปอบรมที่มาเลเซีย หลายคน คงงง เอ๊ะ ทำไม ไปมาเลเซีย มันน่าจะดีกว่านี้
ก็ไม่มีอะไรหรอก เป็นทุนญี่ปุ่น ของ CICC ที่เราเคยไปมา 2 หนแล้ว แต่คราวนี้ เขาจัดที่มาเลเซียแทน ผมคิดว่า คงเป็นการประหยัดงบประมาณ ยิ่งช่วงนี้ เศรษฐกิจไม่ดี ก็ต้องประหยัด
แต่สำหรับผม ก็อยากไปใกล้ๆ แล้ว ไม่อยากไปไกลๆ ด้วยหลายๆ สาเหตุ อาทิ คิดถึงลูก เป็นห่วงงาน อยากอยู่บ้าน ก็คงตามวัยหละน้า นี่ก็เกือบ 44 แล้ว
ถือว่า ไป Update และ พักผ่อน เล็กน้อย
เรามาถึงสนามบินในเวลา 9.20 ก่อนเวลเครื่องออก 2 ชม. หรือ 11.20 น. ขับรถมาจากบ้าน 40 กม. ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. แวะกินข้าวแถว กม. 9
มาครั้งนี้ เป็นครั้งแรก บอกได้เลยว่า เจอสารพัด แบบไม่เคยเจอมาก่อน ตั้งแต่เคยเดินทางไปเมืองนอก ตั้งแต่ 1990 หรือ 16 ปีมาแล้ว ผมเดินทางมาพอควร ตั้งแต่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ บาหลี อเมริกา ฝรั่งเศส มอนาโก ยังไม่ครบ 10 ประเทศเลย
เฮ้ย เฮ้ย มีฝรั่งแก่ๆ คนนึ่ง มานั่งกะเราด้วย
อ้าว เขาถามเราว่า ที่นี้ มี Internet Access ให้ใช้หรือไม่ เราบอกว่ามี
เขาถามต่อว่า ต้องมี Code หรือ Pin ในการใช้งานหรือไม่ เราบอกว่า ไม่ต้อง สามารถใช้ได้เลย
และเราก็พูดต่อว่า หากอยู่นอก Lounge นี้ ก็ต้องเสียเงิน
พอมาถึงก็รับเข้าแถวเลย สายการบินมาเลเซีย Malaysian Airlines
ป๋า เข้าแถว Check In ตั้งแต่ เวลา 9.30 แถวก็ไม่ยาวเท่าไร มีประมาณ 4 แถว ยืนรอ... รอไปรอมา ทำไมมัน Check In ถึงช้ามากนัก (วะ) เห็นแต่ละคน ก็นานๆ บางคนก็เดินออกดื้อๆ เราเองก็ไม่ทราบว่า เพราะอะไร เพราะอยู่ไกล ยืนไปได้ประมาณ เกือบ 1 ชั่วโมง หรือ 10.30 น. ก็เห็นผู้โดยสารที่ยืนหน้าเรา ก็ไม่รู้ทะเลาะอะไรกันอีก ทีนี้ เราก็อด (เสือก) ไม่ได้ เพราะเรายืนใกล้หน้า Counter มากแล้ว ก็ถามผู้โดยสาร เขาก็บอกว่า Check In เต็มหมดแล้ว เราก็งง เฮ้ย...มีแบบนี้ด้วย เลยไปคุยกับ เจ้าหน้าที่ เขาก็บอกว่า เป็นเพราะ มาเลฯ เขาส่ง เครื่องลำเล็กมาคือ Boeings 737 ซึ่งรับคนได้ประมาณ 160 คน ซึ่งความจริงเขาต้องส่งลำใหญ่ คือ Air Bus มา ก็เลยเป็นปัญหากับคนที่มาทีหลัง แต่ก็ไม่ได้มา Late นะ เราคิดว่า คงเป็นเพราะเขาต้องการ Save Costเขาเสนอให้ใช้ Flight อื่น ซึ่งมีทั้ง TG และ MH (Malaysian Airlines) เราเลยเลือก TG ซึ่งจะบินประมาณ 16.30 น. หลังจากนั้น สักพัก ก็มีเด็กหนุ่มคนนึง มาถามเราเรื่องนี้ ก็เลยเล่าให้แกฟัง แกเลยบอกว่า เป็นประจำเลย ไอ้ MH นี่
เราก็ถามเขาต่อว่า ต้องทำอย่างไร ต่อ เขาก็บอกว่า ต้องไป Check ที่ Counter TG แล้วเราถามว่า ไม่มี Coupon อาหารให้หรือ (เราไม่พลาดอยู่แล้ว) เขาก็ให้มา เป็น Coupon ทาน Hamburger ของ Burger King
จากนั้น ป๋า ก็ไป Check ที่ TG ก็แป๊บเดียวเสร็จ
ทีนี้ เวลามันเหลือเฟือเลย ตั้ง 4 ชั่วโมง ก็เดินหาโทรศัพท์ เชื่อหรือไม่ หาไม่มีเลย ชั้น 4 สำหรับ Check In ถามเจ้าหน้าที่ เขาบอกว่า ต้องไปชั้น 3 หรือ 2 จะมีบ้าง
เดินไปเดินมา ปวดท้อง อึ๊ ก็เดินหาตั้งนาน ถึงจะเจอ พอเข้าไปถึง ต้องเข้าคิวรอ ตั้งแต่ ไป ดอนเมืองมา ไม่เคยเข้าคิวรอเลย เพิ่งเจอที่นี่ครั้งแรก รอเกือน 10 นาที มีคนรอก่อนเราหนึ่งคน
เออ ลืมบอกไป ก่อนหน้านั้น ก็ไปกดเงินที่ ATM SCB กด 900 บาท ปรากฏว่า เงินไปออก เราเลยต้องตะโกนเรียก พนักงานธนาคาร มาดู เขาก็ให้เรา Check ยอดใหม่ ปรากฏว่า ไม่โดนตัดที ก็เลยกดใหม่ คราวนี้ ออกมาแล้ว (2 เรื่องแล้วนะ)
เรื่องที่ 3 ก็ คือ เราจะขึ้นไปบน Sky Lounge เพื่อดูภาพวิวสูงๆ ก็ขึ้นบันไดเลื่อนไป สูงเหมือนกัน พอขึ้นไปถึง กลายเป็นห้องอาหารดักรออยู่ เลยหน้าแตก (บริเวณที่จะเปิดให้เข้า เขากั้นอยู่) คนขึ้นไปเยอะมากเลย ต้องเดินลงมาหมด
ลืมบอกไป ตอนนี้ ป๋า ใช้ Free Internet ที่ TG Lounge โดยพิมพ์จาก Notebook ป๋า ป๋าไปขอความกรุณาจาก เจ้าหน้า Malaysian Airlines ต้องตื้อนิดๆ แต่เจ้าหน้าที่เขาก็อัธยาศัยดี บริการดี แกก็บริการให้เราได้นั่ง Lounge
Lounge TG มันใหญ่จริงๆ เห็นแล้ว เราว่า เสียดายเงินที่นั่งคงจุได้เป็นร้อยๆ คน นั่งสบายมาก ของกินเยอะ แต่เราอิ่มมาแล้ว จาก Hamburger อิ่มมากๆ ด้วย เดี๋ยวว่าจะขออึ ที่ Lounger นี้ อีกสักรอบ ไม่รู้ว่าส้วมมันหอมหรือไม่
วันอังคาร, ตุลาคม 24, 2549
ป้อนนม กินนม หนาวกันทั้งบ้าน
เรื่องของเรื่องคือว่า เวลาที่จะต้องป้อนนมหรือให้นมชินชินทีไร ปรากฏว่า แต่ละคน ไม่ว่าเป็น พ่อ แม่ หรือ ผ่อผ่อ ต่างก็ถอยกันหมด เป็นเพราะ เวลาป้อนนมแก แกจะสู้ ไม่ยอมกิน บางทีก็เอาขาเตะบ้าง ร้องโวยวายบ้าง เป็นอย่างนี้ จนถึง ขวบกว่า... ผ่อผ่อบอกว่า บางทีก็โดนแกหยิกด้วย เจ็บจริงๆ
ตอนที่ชินอายุได้ประมาณ 6 เดือน มื้อกลางคืน ประมาณ 2 ทุ่ม พ่อจะเป็นคนป้อนนมให้ชิน (ส่วนมากนะ) ก็ต้องลุ้นตลอด ต้องให้แกง่วงนิดๆ แล้วก็ลุ้นให้แกดูดให้หมด ก่อนที่จะหลับ มีอยู่หลายๆ ครั้งที่ถ้าแกดูดนมแบบ จ๊วบๆ เร็วๆ เราก็ดีใจมาก ลุ้นให้หมดเร็วๆ แต่ปรากฏว่า ผลจากการที่แกดูดนมเร็วๆ นี่เอง ทำให้แก อ๊วกออกมา เลอะไปหมดเลย แล้วแกก็ร้องนิดๆ เราเองก็ต้องตะโกน เรียกแม่แก ขึ้นมาช่วยเช็ด... ใจก็นึกเสียดายนมที่กินเข้าไป เพราะกว่าจะลุ้นให้แกดื่มเข้าไปได้
...พออายุได้ประมาณ 1 ขวบ 2 เดือน ตอนนั้น ส่งไปที่ Nursery ทีโอที แกก็จับขวดนมกินเองได้แล้ว ไม่ต้องป้อนอีกต่อไป แต่ก็อยู่ Nursery ได้ 1 อาทิตย์ เพราะสู้เชื้อโรคไม่ไหว
...ก็รอมาได้อายุ 2 ขวบ 4 เดือน จึงส่งเข้าอนุบาลฉัตรเฉลิม สังเกตุว่า ตั้งแต่แกเข้า รร. อนุบาล เป็นต้นมา แกทานนมมากขึ้น
... ประการแรก คือ ตอนเข้านอน ที่เดิมจะกินเพียง 1 ขวด ก็จะเป็น 1 ขวดครึ่ง
... ประการที่สอง คือ คือจะมีการเพิ่มรอบดึก ในเวลา ตี 1-2... แกต้องตื่นขึ้นมาประจำ และตะโกนว่า "กินนม" หรือ "หม่าหมาหนูหิว"
เราเองก็ดีใจที่ลูกกินนมได้มากขึ้น
ชิน ชิน ล้างก้นให้แม่
เช้าวันนี้ เป็นวันจันทร์ ก็เป็นวันที่ ชินชิน ต้องไป รร. เรียน Summer เหมือนเดิม แปลกจัง ทำไม เขาเรียกว่าเรียน Summer ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าร้อน มันน่าจะเป็น Winter หรือ Rainy เสียมากกว่า
เช้านี้...ชินชิน ตื่นขึ้นมา ไม่พบแม่ ก็ถามพ่อว่า หม่าหมาไปไหน เราก็บอกว่า อยู่ในห้องน้ำ (ส้วม) ชินชิน ก็เลยเดินไป ที่หน้าห้องน้ำ เรียกหา หม่าหมา ถามว่า ทำอะไร แม่เขาก็บอกว่า อึ๊
ชินชิน บอกว่า ถ้าหม่าหมา อึ๊ เสร็จแล้ว ให้บอกชินชิน ชินชินจะล้างก้นให้ เล่นเอา เราขำกลิ้งเลย
เราเองก็เข้าใจว่า ทำไม ชินชิน ทำเช่นนี้... คิดว่า เป็นการเลียนแบบพฤติกรรม เวลา ที่ชินชินปวดอึ๊ แม่เขาจะบอกให้ ชินชิน เข้าไปอึ๊เอง แล้ว หม่าหมา จะล้างก้นให้ ทีนี้ แกก็ทำให้แม่แกบ้าง
วันจันทร์, ตุลาคม 16, 2549
ชิน ชื่อนี้มาได้อย่างไร
แต่พอเอาเข้าจริง ไม่ได้ใช้ชื่อที่หามาเลย
จำได้ว่า หลังจากคลอดมาได้แล้ว 2 วัน ที่ รพ. พญาไท 2... อาเฮีย ก็มากะครอบครัวแก พร้อมน้อง Pink
ระหว่างนั้น ติ๋วก็นั่งคุยอยู่บนเตียง แล้วก็ยืม Dict จาก น้อง Pink มาใช้ กดๆ ดู แล้วก็บอกว่า ตั้งชื่อเป็น
จิดาภา เราเองก็บอกว่า OK คือตามใจแฟนหละ
ก็ง่ายๆ ดีนะ อุตส่าห์ Search หาชื่อใน Net มาตั้งนาน สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้
สำหรับชื่อเล่น ชิน นั้น เราเองก็โทรทางไกลหาผ่อผ่อ ซึ่งตอนนั้น ยังอยู่ที่ตรัง กำลังจะเดินทางมาที่ กท. เราก็บอกให้ผ่อผ่อ ตั้งชื่อ จีน ให้ (จะลืม ชื่อจีนได้ไง คุณพ่อเราก็มาจากเมืองจีน) ผ่อผ่อ ก็บอกว่า พี่ฝน พี่ฝ้าย ก็มีชื่อจีนแล้ว ก็เลยบอกว่า ให้เป็นชื่อ ชิน จะได้ไหม ผมก็บอกว่า OK เลย และก็ชอบชื่อนี้ด้วย เพราะดี
ชิน ในภาษาจีนแปลว่ ใส (น้ำใส)
ชื่อนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ชินคอร์ปแต่อย่างใด ได้โปรดรับทราบด้วย
ตกลง ก็เป็นอันว่า แม่แกตั้ง 1 ชื่อ ผ่อผ่อตั้งให้ 1 ชื่อ ก็แบ่งกันไปคนละชื่อ
26 พ.ย. 2550
อยู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้อีกเหตุผลว่า ทำไม ถึงชื่อ Shin Shin
ก็ด้วยเหตุที่ว่า คุณพ่อ (ป่าป๊า) ชื่อ JR : JumRoon : Japan Railway หรือ รถไฟฟ้าในญี่ปุ่น
ดังนั้น ลูก JR ต้องด่วนกว่า JR จึงตั้งชื่อว่า ShinGanSen หรือคือ รถด่วนในประเทศญี่ปุ่น
ตึงเครียด ชิน ไม่ยอม
ก่อนจะขึ้นไปนอน เราก็แซวแกว่า ป่าป้า จะนอนข้างล่าง ป่าป้า จะนอนกับผ่อผ่อ แกก็ไม่ยอม ก็พูดทำนองแบบเรา ที่สุด แกก็บอกว่า ชินชินเดินเองไม่ได้ ต้องให้ป่าป้าจูง ก็เลยต้องจูงเขาขึ้นชั้นบนพร้อมกัน
พอเข้าไปในห้อง แม่แกกำลังนั่งคุยมือถืออยู่กะอาม่า ชินชินเข้าไปถอดแว่นแม่แก และก็เอาแว่นเขวี้ยงโยนไปที่นอน แม่แกก็เลยตีแก 1 ที แกก็เฉย จากนั้น แกก็มาหยอกล้อเล่นก้บป่าป้า เฮฮา หัวเราะซักลั่นห้อง ส่วนแม่แก ก็คุยโทรศัพท์ไปเรื่อยเปื่อย
จากนั้น เหตุการณ์ที่ทำให้ป่าป้างงก็คือว่า ระหว่างที่แกวิ่งอยู่ แกได้วิ่งผ่านแม่แก แกเอามือแกไป ตีหรือตบ ตรงหลังคอแม่แก อย่างแรงเลย แก ตีไป 2 ครั้ง จนแม่แกต้องดุแก
ถามว่า "ตีหม่าหมาทำไม"
แกตอบว่า "เป็นเพราะหม่าหมาตีแก"
แม่ถามชินว่า "ทำไม หม่าหมาตีแก"
แกตอบว่า "แกไปถอดแว่นแม่แกออก"
คือดูเหมือน แกก็ทราบเหตุผลที่แกถูกตี แต่แกไม่ยอม ต้องตีกลับ
แม่แก ก็บอกให้แกขอโทษ แกบอกว่า ไม่ขอโทษ
แม่แกบอกว่า ถ้าไม่ขอโทษจะไม่ให้กินนม แกบอกว่า แกจะกินนมป่าป้า
สุดท้ายแกก็ยอมขอโทษ ทำให้บรรยากาศเริ่มดีขึ้น
เด็กในท้อง ขยับน้อย ตื่นเต้นจัง
ก็จะไม่ตื่นเต้นได้ไง พอถึงเดือนที่ 8 ก็ให้หมอตรวจตามปกติ แต่หมอบอกว่า ดูเหมือน หัวใจเด็กเต้นน้อย และบอกว่า ต้องไปตรวจคลื่นหัวใจเด็กที่อยู่ในท้อง... ทีนี้ ก็ตื่นเต้นกันอีกแล้ว แกก็แนะนำให้ไปที่ รพ. ชลประทาน เพราะใกล้คลีนิคหมอ
ต้องไปตรวจทุกเย็นวันจันทร์ จากนั้น ก็ต้องรีบขับรถ เอาผลการตรวจคลื่นหัวใจ ให้หมอ โชคดี ที่เวลาที่เดินทาง คือประมาณ 2 ทุ่ม รถไม่ค่อยติด ก็ใช้เวลาขับรถประมาณ 20 นาที เมื่อให้หมอดูผล หมอก็บอกว่า ดูจากกราฟแล้ว ก็ดูปกติดี ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ก็ตรวจเช่นนี้ทุกวันจันทร์
การตรวจคลื่นหัวใจเด็กในท้อง พยาบาลก็จะเอาสายไฟ หลายๆ เส้น มาแปะ ตามหน้าท้อง และให้นอน เพื่อให้เครื่องทำงานประมาณ 15 นาที ส่วนผมก็ต้องนั่งรอข้างนอก เขาไม่ให้เข้าไปข้างในห้อง บางครั้งก็แอบเข้าไปดู (เพราะเป็นห่วง) มีอยู่ครั้งนึง ดีที่เราเข้าไปดู เพราะปรากฏว่า กระดาษ Plot กราฟเกิดหมด แล้วเราต้องไปตามเจ้าหน้าที่มา แต่ก็เริ่มวัดค่าใหม่ (เสียเวลาไปฟรีๆ)
ตั้งท้อง
เราเองก็โทรไปหาผ่อผ่อ หรือพี่สาว เพื่อขอคำแนะนำต่างๆ นาๆ ก็ได้รับคำแนะนำมากพอควร อาทิ
- อย่าออกแรงมาก
- อย่าเอื้อมมือ หรือเหยียดมือออกยาวๆ
- ห้ามกิน น้ำลูกเดือย
- ห้าม เจาะ หรือทำการใดๆ เกี่ยวกับตัวบ้าน
- นอนมากมาก
- อย่าสะเทือนมาก
- ...
แต่สิ่งที่ผมจำได้ดีคือ การเดินทางไป-กลับ ระหว่างที่ทำงาน
ช่วงนั้น ระหว่างตั้งท้อง 9 เดือน แฟนไม่มีโอกาสได้ออกนอกเส้นทางเลย เช้าขับไปที่ทำงาน เย็นก็ขับกลับบ้าน วนตั้งแต่ รัตนาธิเบศร์ ตรงมาแคราย ตรงมาบางเขน เข้า Local Road แล้วตรงไปหลักสี่ เข้าที่ทำงาน พอตกเย็นเลิกงาน ก็ขับตรงเข้าปากเกร็ด ไปทางติวานนท์ เข้าสนามบินน้ำ เลี้ยวขวาที่พระนั่งเกล้า จากนั้น ก็กลับหมู่บ้าน... ทำอย่างนี้ อยู่ 9 เดือน จะมีการออกนอกเส้นทางบ้าง ก็ต่อเมื่อ หมอนัดตรวจเท่านั้น
ก็ยอมรับว่า มีความเครียดพอสมควร กลัวว่าจะพลาด แล้วแท้ง และโดยปกติแล้ว แฟนก็ไม่ค่อยระวังตัวอะไรมากด้วย อาทิ การออกแรง ซึ่งบางทีเราเองก็โมโห และทะเลาะกันบ่อยครั้ง ที่แกไม่ค่อยฟังเรา
และเมื่อเวลาผ่านไปได้ 3 เดือน พวกเราก็เริ่มสบายใจขึ้น เพราะมั่นใจว่า ตัวอ่อน คงแข็งแรงพอแล้วหละ
ในช่วงนั้น ก็ยังไม่ใส่ชุดคลุมท้อง ถึงแม้ว่า ท้องค่อนข้างโตพอควร มีสาเหตุมาจากว่า เขาถือกันว่า อย่าใส่ชุดคลุมท้องเร็วไป เราเองก็ต้องเชื่อ อีกอย่างคงเป็นเพราะท้องแรก อาจจะเขินๆ ก็เป็นได้
ในที่สุด ก็ตั้งครรภ์จนครบ 9 เดือน ผ่านมาโดยสวัสดี
จริงๆ แล้วก็ไม่สวัสดีเท่าไร เนื่องจากพอเข้าใกล้เดือนที่ 8 ก็มีเรื่องให้ตื่นเต้น ต้องลุ้นกันอีกที





