วันเสาร์, เมษายน 05, 2551

ชิน พี่ฝ้าย พี่ฝน







ปิดเทอมนี้ มี.ค. 2551 พี่ฝ้าย พี่ฝน มากรุงเทพฯ

วันศุกร์, พฤศจิกายน 09, 2550

shin เริ่มเรียนพิเศษแล้ว


ครั้งหนึ่ง เคยคิด เคยสงสัยว่า เด็กสมัยนี้ ทำไม เรียนมากกันจริงๆ แทบจะลืมคำว่า ปิดเทอม ไปเลย

คือดูเหมือนว่า เด็กสมัยนี้ มีแต่เรื่องเรียน ไม่มีการปิดเทอมภาคเรียน

ผิดกับสมัยพวกเรา มีปิดเทอม และเป็นสิ่งที่หลายคนรอวันนั้น

ส่วนเรื่องเรียนพิเศษ จำได้ว่า ไม่เคยเรียนพิเศษเลย นอกจากว่า เรียนพิเศษภาษาจีน

ตอนผมเด็กๆ พอเลิกเรียนจาก รร. แล้ว คุณพ่อ (อาปะ) ก็จะ (บังคับ) ให้ไปเรียนพิเศษภาษาจีนต่อ

ตอนนั้น ไม่ชอบเลยภาษาจีน รู้สึกว่ามันเรียนยาก แต่มาวันนี้ ก็นึกเสียดายที่ว่าขยันน้อยไปหน่อย รู้น้อยไปหน่อย มันน่าจะรู้ภาษาจีนมากกว่านี้ โดยเฉพาะเวลาไปเที่ยวเมืองจีน จะนึกถึงอาปะมากมาก ที่มองเห็นถึงอนาคตเรา อย่างไรก็ตาม ไปเที่ยวจีนคนเดียวสบายมาก ไม่อดแน่ สื่อสารได้สบายๆ


ทีนี้ ก็มาถึงน้องชิน พอแกเรียน อนุบาล 2 เทอม 1... อายุตอนนี้ก็ 3 ขวบ 6 เดือน ก็มีรายการเรียนพิเศษแล้ว เรียนเสาร์ และอาทิตย์ วันเสาร์เรียน Kumon 1 ชั่วโมง... วันอาทิตย์เรียน Kumon 1 ชั่วโมง และเรียนดนตรีอีก 1 ชั่วโมง

เลยกลายเป็นว่า พออยู่ อนุบาล 2, ชินชิน เรียนหนังสือทุกวัน ไม่มีวันหยุดเลย ผมเลยคิดว่า เป็นไปได้ไงที่ตอนนี้ลูกผม เรียนพิเศษแล้ว ซึ่งครั้งหนึ่งเคยคิด เคยมองแต่ลูกคนอื่น ตอนนี้เหตุการณ์เหล่านั้น ก็เกิดขึ้นกับลูกผมเอง... ผมก็นั่งคิด วิเคราะห์ สาเหตุว่า ทำไมผู้ปกครองเด็กถึงให้ลูกตัวเองเรียนมากมาย เด็กจะไหวเหรอ... ก็เลยพอเข้าใจว่า เด็กๆ มีความกระหายอยากเรียน อยากรู้ อยากลอง ไปทุกเรื่อง ทุกอย่าง... และการเรียนรู้ดังกล่าว จะทำให้สมองของเขาได้รับการพัฒนา และเติบโตดี

หากในช่วงนี้ เราไม่มีกิจกรรมการเรียนรู้ใดๆ ให้กับเด็ก จะทำให้สมองเด็กขาดการพัฒนา และจะเป็นปัญหาต่อไปเมื่อเด็กโตขึ้น

ก็เลยคิดว่า หากเด็กอยากเรียน ชอบเรียน ก็ส่งแกไปเรียนเถอะ ลงทุนเรื่องการศึกษาให้ลูกเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดแล้ว (แต่อย่าลืมปลูกฝัง เรื่องการทำความดี การอยู่ร่วมในสังคม การรักษาตัวรอดด้วย)

สำหรับผม ก็โชคดีอย่างหนึ่งตรงที่ คุณแม่น้องชิน จัดการเรื่องนี้ (เกือบ) หมด... (Thanks MaMa นะ)

โรงเรียนที่น้องชินไปเรียนก็ใกล้บ้าน ตรงนี้ที่ผมเน้นเสมอ ไม่อยากให้เสียเวลาเดินทางไปไหนไกลๆ

ที่เรียนพิเ ศษก็อยู่ที่ The Avenue ถ.แจ้งวัฒนะ ขับรถจากบ้านไปก็ประมาณ 15 นาที สะดวกมาก ที่นี่ เป็นแหล่งเรียน และแหล่งกิน โดยเฉพาะ 

สังเกตุจากการเรียนแกแล้ว ดูเหมือนว่า แกชอบ Kumon มาก... เพราะแบบฝึกหัดมีให้ทำเยอะ และก็เป็นในแนวขีดๆ วาดๆ ลากเส้น สำหรับการฝึกควบคุมมือเด็ก ฟังคุณแม่ชินบอกว่า หลังจากเรียนไปแล้วช่วงหนึ่ง

ผลปรากฏว่า การควบคุมมือของน้องชิน ดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด ส่วนการเรียนดนตรี ดูเหมือนว่า แกไม่ค่อยชอบ อาจเป็นเพราะว่ามันยาก แฟนเล่าให้ฟังว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา แกเรียนไป สักพัก ก็ร้องไห้

เด็กทั้งห้องก็หันมามองแก และก็จำแกได้แล้ว (เป็นเทคนิคให้คนสนใจแบบหนึ่ง)...
2 อาทิตย์ ที่ผ่านมา ในวันเสาร์ แกมักจะเปรยๆ ว่า วันนี้ ชินชินคิดว่าจะไปว่ายน้ำ... ท่าทางแกชอบไปว่ายน้ำมาก คงเป็นเรื่องปกติของเด็กๆ ที่ชอบเล่นน้ำ ผมคิดว่า คงอีกไม่นาน คุณแม่แก คงหาที่เรียนว่ายน้ำอีก... ก็เรียนเข้าไป เพราะเด็กมันชอบ ผิดกับพ่อแก ว่ายน้ำไม่เป็นเลย

(เป็นเพราะตอนเด็กๆ อาปะ ห้ามไปเล่นน้ำ เป็นห่วงลูกจะจมน้ำ พอโตมา เลยว่ายน้ำไม่เป็น)

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 08, 2550

Shin เกือบจะ 4 ขวบแล้ว

วันนี้ (7 พ.ย. 2550) น้องชิน อายุ 3 ขวบ 11 เดือน
สามารถเขียนหนังสือได้คล่องขึ้นมาก การจับดินสอ การระบายสี ทำได้ดีขึ้นมาก สามารถควบคุมการลากเส้น ได้ดีขึ้น มีความขยันในการทำการบ้าน


แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดขึ้น คือ แกกวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเวลางอแง
แกจะไม่ยอมทำอะไรด้วยตัวเอง ต้องให้คนอื่นเข้าช่วย
อย่างเช่น มีอยู่วันหนึ่ง แกงอแง อยากกิน ยาคูลท์
แกไม่ยอมไปเปิดตู้เย็น ไม่ยอมไปหยิบเอง
แกเดินไปที่ตู้เย็นแล้ว ก็บอกว่า ตู้เย็นเปิดไม่ได้ เปิดไม่ออก
และแกก็บอกให้ คุณแม่ ช่วยเปิดและหยิบให้
แต่คุณแม่แก ก็มีมุขเหมือนกัน คือว่า คุณแม่เดินไปที่ตู้เย็น แล้วก็แกล้งทำเป็นเปิดตู้เย็น บอกชินๆ ว่าเปิดไม่ได้เหมือนกัน ตู้เย็นคงเสีย และก็มาบอกที่คุณพ่อว่า ตู้เย็นคงเสีย พรุ่งนี้ให้ตามช่างมาซ่อม
ต่างฝ่าย ต่างก็งอแงอยู่สักพัก ไม่มีใครยอมใคร (ตัวคุณพ่อเอง ก็อยู่เฉยๆ)
สุดท้าย ก็ได้ยินเสียงหัวเราะชินๆ
ปรากฏว่า ตัวแกยืนเปิดประตูตู้เย็น และกำลังหยิบยาคูลท์ เอง
สรุปก็คือว่า ชินๆ ยอมแพ้ ไม่งอแงอีกต่อไป
คือปรับตัวเร็วมาก จากที่ งอแง ก็กลับมา หัวเรากิ๊กๆ ก๊ากๆ

เช้าวันถัดมา พอตื่นมา แกก็หิวนม แม่แกก็บอกว่า ไปหยิบกินซีลูก
แกตอบว่า ร้อน
ผมเองก็งง เปิดแอร์ เย็นๆ อยู่จะร้อนไง
แกบอกว่า หากลุกขึ้น ไปหยิบนม จะร้อน (แกไม่ยอมไปหยิบนมเอง จะให้คนอื่นช่วยหยิบให้)

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 21, 2550

Shin Picture @ 3 Year Old





ในระยะนี้ การถ่ายรูป Shin เป็นเรื่องง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับก่อนแก 3 ขวบ ซึ่งตอนนั้น แกไม่ยอมให้ถ่ายเลย ต้องหาโอกาส กว่าจะได้สักภาพ เล่นเอาเบื่อ

มาวันนี้ ดีขึ้นเยอะ พอถ่ายได้ 1 ภาพ แกก็ขอถ่ายท่าอื่นๆ อีก... อย่างกรณีภาพนี้ แก Pose หลายท่ามากมาก... เข้าใจว่าเหตุผลหนึ่งที่แกชอบให้ถ่ายรูปมากขึ้น คงเนื่องจาก ก่อนหน้านี้ ได้พาแกไปเที่ยว Safari World แกคงเห็นว่า มีคนถ่ายรูปเยอะแยะ แกเลยเลียนแบบคนอื่น


Shin Picture







หน้าตาชินชิน ดูเหมือนจะเหมือนหลายๆ คน
บางคนก็บอกว่า หน้าตาเหมือนแม่
บ้างก็ว่าเหมือนอาม่า
บ้างก็ว่าหูเหมือนผ่อผ่อ (หูสวย คนชมหลายคน เฉพาะหู ใบหน้าไม่มีใครชมเลย)
หลังๆ คนเริ่มบอกว่า เหมือนพ่อม๊ากมาก ยังกะ Copy มาเลย

วันพุธ, มิถุนายน 20, 2550

กลับมาอีกครั้ง



ห่างหายไปนานหลายเดือน พอกลับมาอีกที Web Blog ก็มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ กว่าจะเข้ามาได้... เกือบแย่ เพราะต้องเปิด Cookies

...ตอนนี้ ชินชิน ก็อายุ 3 ขวบ 6 เดือนแล้ว เรียนอนุบาล 2 แล้ว
ที่ผ่านมา 2 อาทิตย์ แกเดินเข้า รร. ทุกวัน ทั้งพ่อ และแม่ ก็มีลุ้นว่า แกจะยอมเดินเองหรือไม่
แต่ปัญหา ที่น่าเบื่อมากมาก ก็คือ ทุกๆ เช้าที่แกตื่นมาทีไร ต้องเรียกหาแม่ทุกที หากไม่เจอ ก็จะเสียงดัง โวยวาย ตะโกนบอกว่า หม่าหมามานี่
คือว่า ต้องมาหาแก บางที่หากเราเข้าไป แกก็จะไล่ (คิดคิดแล้ว อยากตีแกจัง เพราะโมโห)

หากไม่มีลูกคงไม่รู้เลยว่า ชีวิต คนมีลูกนี่ มันสารพัดรสชาติจริงๆ ชินชิน พอยิ่งโต แกจะกวนมากขึ้นทุกวัน บางครั้ง พวกเรา ก็นึกไม่ถึงว่า คำพูดต่างๆ หรือท่าทางกิริยา มันมาได้อย่างไร แต่คิดว่า เป็นการเลียนแบบ อาจจะมาจากเพื่อนที่ รร. หรือ จากคนในบ้าน

อย่างวันนี้ พอผมกลับมาถึงบ้าน วันนี้ มาคนเดียว เพราะคุณแม่ งานยังไม่เสร็จ เราก็นั่งลงที่หน้าบ้าน ชินชิน ก็เดินมาหา บอกว่า มีเรื่องจะบอก

จากนั้น แกก็มากระซิบที่ข้างหู ถามว่า ทำไมหม่าหมา และแซ้กู ยังไม่กลับ

ที่งง คือว่า ทำไมแกต้องทำเป็นกระซิบที่ข้างหูด้วย เราเลยแกล้งกระซิบกลับ แกก็ทำต่อ รู้สึกว่า แกกวนพอดู

วันจันทร์, มกราคม 15, 2550

ไม่ ไม่ ไม่ และหยุดขวดนม เลิก Diaper

หายเงียบไปนาน กับการเขียน Blog, อาจเป็นเพราะช่วงนี้ ไม่รู้จะเขียนอะไร หรือ อาจเนื่องจาก เปลี่ยนวิธีการเขียน มาบันทึก Clip แล้วก็ Load ลง Youtube.com... เทคโนโลยี มันช่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทันสมัยอะไรเช่นนี้... วันหนึ่ง ผมสามารถ Upload ภาพนิ่งต่างๆ ขึ้นสู่ Flickr.com ถัดมาอีกไม่นาน ผมก็สามารถ Upload Clips ต่างๆ ขึ้น Web ได้... ช่างสอดรับกับชินชิน ที่เกิดมาเป็นลูกป่าป๊าเสียจริง

มาพูดเรื่องแรก ดีกว่า มันเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายก็ว่าได้ เรื่องที่ว่าก็คือ ชินชินเลิกขวดนมแบบเหลือเชื่อ คือว่า ต้นเดือน ม.ค. 2550 พ่อและแม่ ก็พาไปหาหมอ เพื่อฉีดวัคซีนตามนัด (นัดตั้งแต่ พ.ย. 2549 แต่พวกเราก็ Late จนถึงปี 2550)... วันนั้น หมอก็ถามโน่น ถามนี่ และบอกว่า ตัวสูงจัง ชินชิน อายุ 3 ขวบ 1 เดือน สูง 102 ซม. และหนัก 16 กก. คือสูงใช้ได้เลยหละ (คงเหมือนพ่อและแม่) จากนั้น หมอก็ถามว่า ยังกินนมขวดอยู่หรือไม่ ก็ตอบไปว่า กิน หมอเลยอุทานว่า ยังกินอยู่เหรอ ต้องเลิกได้แล้ว เดี๋ยวฟันจะไม่สวย
ก็จบเพียงแค่นั้น...
เย็นวันนั้น ก็ถามชินเรื่องกินนม ก็ถามแกว่า จะเอานมกล่อง หรือนมขวด ชินตอบว่า คุณหมอไม่ให้กินนมขวดแล้ว พวกเราก็อดขำไม่ได้ และตั้งแต่นั้นมา แกก็เลิกขวดนม... Surprise คุณพ่อคุณแม่มากมาก ไม่คิดว่า ทำไมง่ายขนาดนี้ ก่อนหน้านี้ ก็คิดว่า จะเลิกอย่างไรดี แกคงไม่ยอมแน่

ช่วงที่แกไป รร. อนุบาล ก็จะกินนมกล่องที่ รร. แต่พออยู่บ้าน แกก็จะขอกินนมขวด โดยให้เหตุผลว่า นมขวดอร่อย (ฟังดูมีเหตุผลดี)

ถัดมาก็เป็นเรื่อง ไม่ ไม่ ไม่ คือสารพัดไม่ ทำให้ต้องบันทึกไว้หน่อย
คือว่า แต่ก่อนเวลาแกทำอะไรไม่ถูก หรือไม่ดี คุณแม่ ก็จะพูด หรือสอนแก แต่แกก็จะสวนกลับว่า ไม่ต้องพูด
จากนั้น แม่แกก็บอกว่า หม่าหมาบอก แกก็สวนว่า ไม่ต้องบอก... ที่หนักกว่านั้นคือ ระยะหลังแกจะพูดว่า ไม่ต้องมอง คือแกไม่ให้มองแก

พวกเราเอง ก็ต้องหาวิธีจัดการกับแกบ้าง บางที ก็นำคำพูดที่แกพูดมาพูดกับแก เท่าที่สังเกตุชินชิน (หรือเด็กทั่วๆ ไป) พบว่า อะไรที่เราเคยพูดกับแกในอดีต แกก็จะนำกลับมาพูดกับพวกเรา

2 วันก่อน ตอนที่อยู่ในห้องนอน ก็เปิดแอร์ปกติ แต่เนื่องจากช่วงนี้ อากาศค่อนข้างเย็น พอเปิดสักพัก เราก็จะปิดแอร์ วันนั้น พอจะปิด แกก็พูดว่า ไม่ให้ปิด หนูร้อน และพูดว่า หนูไม่อนุญาติ... เฮ้อ เล่นเอาทั้งพ่อและแม่ อดขำไม่ได้ นี่แหละ ชีวิต การมีลูก มันก็มีอะไรที่สนุกๆ เหมือนกัน

----------------- ชินเลิก Diaper เมื่อประมาณ 2 ขวบ 10 เดือน-----------------------------------
ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ คิดเสมอเหมือนกันว่า น้องชิน จะเลิก Diaper เมื่อไรน้า คิดมาเรื่อยๆ ก็จนกระทั่งสังเกตว่า ในเวลากลางคืนที่เราใส่ Diaper ให้แกแล้ว แกไม่ได้ฉี่รด เป็นเวลา 3-4 วัน และสังเกตุว่า เมื่อแกปวดฉี่ แกก็จะร้องลั่นว่า ปวดฉี่ ... เมื่อเป็นที่แน่ใจว่า คงไม่ฉี่ราดแล้ว และไม่ต้องใช้ Diaper แล้ว ก็เลยเลิกใส่ Diaper เมื่อเวลาแกหลับ ตอนนั้น ก็อายุได้ 2 ขวบ 10 เดือน

สำหรับช่วงกลางวันนั้น ก็เลิกใส่ Diaper เมื่อแกอายุได้ประมาณ 2 ขวบ คือว่า กลางวันไม่ต้องใส่เลย เวลาแกปวด แกก็จะร้องว่า ฉี่ (เสียงยาวๆ) ช่วงนั้น หากแกร้องเมื่อไร ต้องรีบพาเข้าห้องน้ำทันที เพราะหากช้าเมื่อไร ฉี่ราดชัวร์ เพราะแกยังกลั้นฉี่ไม่เป็น... หลังๆ มาแกก็จะเก่งขึ้นๆ เรื่อยๆ คือสามารถกลั้นฉี่ได้ หากห้องน้ำอยู่ไกล หรืออยู่ในรถ ก็ไม่มีปัญหา คือว่า ยังพอหาห้องน้ำทัน

วันจันทร์, ธันวาคม 11, 2549

ชินชิน 3 ขวบแล้ว

ก่อนที่จะมีลูก ก็คิดว่า เด็กๆ กว่าที่จะสื่อสาร จะพูด จะทำอะไรได้ คงต้องเกิน 5 ขวบขึ้นไป

แต่ตอนนี้ เรามีลูกแล้ว ทำให้รู้ว่า สิ่งที่เคยคิดนั้น ไม่ถูกต้อง

ตอนนี้ ชินชิน ก็ครบ 3 ขวบแล้ว ทำอะไร ต่อมิอะไรได้มากมาย จน พ่อและแม่ ก็ยังงงๆ ในหลายๆ ครั้ง

ชินชิน สามารถเปิดปิดประตูเหล็ก รั้วบ้านได้ ซึ่งเป็นประตูเหล็กที่ยาว และหนักพอควร ความกว้างของประตูเหล็ก สำหรับจอดรถ 2 คัน เหตุการณ์เกิดหลังจากที่ เรา กลับมาจากมาเลเซีย ก่อนไปมาเลฯ ชินชิน ยังเปิดเองไม่ได้ จะได้ก็แต่ เปิดพร้อมผู้ใหญ่ แต่พอกลับมา เพิ่งเห็นแก เปิดเข้าออกเอง

ชินชิน สามารถล้างจานได้แล้ว ทำท่าทำทาง เหมือนผู้ใหญ่ มีการใช้ฟองน้ำ ใส่น้ำยาล้างจาน ถูๆๆๆ จากนั้น ก็ล้างจานด้วยน้ำเปล่า แต่ ก็ต้องตามล้างให้ใหม่เสมอ

ชินชิน ช่วยตากถุงเท้า และ ลิง ของป่าป๋า

ชินชิน เริ่มใช้โทรศัพท์แล้ว (แต่ต้องกดเลขหมายให้) อย่างคืนนี้ โทรไปหาป๋า และบอกว่า อาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว เพราะจะไปโลตัส

ชินชิน สามารถเปิด ปิด ประตูรถ และขึ้นลงรถเองได้

ชินชิน ค่อนข้างดุ (มาก) เวลาเล่นของอะไร จะไปห้ามแก แกไม่ค่อยยอม แกจะสู้ หรือต่อรองว่า ขอนิดหน่อย

เวลาพูดสวนกะแก แรกๆ แกก็จะบอกให้หยุด เพื่อให้แกพูดก่อน แต่หลังๆ นี้ แกจะเอามือแกมาปิดปากคนอื่นแทน



วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 19, 2549

สุวรรณภูมิ

19 พ.ย. 2549 สุดๆ ไปเลย ครั้งแรก ในชีวิต ที่สุวรรณภูมิ บินไปมาเลเซีย

อันที่จริง ก่อนหน้าที่เขาจะเปิดสนามบิน ก็เคยได้มาเดินเล่นบ้าง

ครั้งนี้ เป็นการบินจริงๆ ครั้งแรกของผม บินไปอบรมที่มาเลเซีย หลายคน คงงง เอ๊ะ ทำไม ไปมาเลเซีย มันน่าจะดีกว่านี้

ก็ไม่มีอะไรหรอก เป็นทุนญี่ปุ่น ของ CICC ที่เราเคยไปมา 2 หนแล้ว แต่คราวนี้ เขาจัดที่มาเลเซียแทน ผมคิดว่า คงเป็นการประหยัดงบประมาณ ยิ่งช่วงนี้ เศรษฐกิจไม่ดี ก็ต้องประหยัด

แต่สำหรับผม ก็อยากไปใกล้ๆ แล้ว ไม่อยากไปไกลๆ ด้วยหลายๆ สาเหตุ อาทิ คิดถึงลูก เป็นห่วงงาน อยากอยู่บ้าน ก็คงตามวัยหละน้า นี่ก็เกือบ 44 แล้ว
ถือว่า ไป Update และ พักผ่อน เล็กน้อย

เรามาถึงสนามบินในเวลา 9.20 ก่อนเวลเครื่องออก 2 ชม. หรือ 11.20 น. ขับรถมาจากบ้าน 40 กม. ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. แวะกินข้าวแถว กม. 9

มาครั้งนี้ เป็นครั้งแรก บอกได้เลยว่า เจอสารพัด แบบไม่เคยเจอมาก่อน ตั้งแต่เคยเดินทางไปเมืองนอก ตั้งแต่ 1990 หรือ 16 ปีมาแล้ว ผมเดินทางมาพอควร ตั้งแต่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ บาหลี อเมริกา ฝรั่งเศส มอนาโก ยังไม่ครบ 10 ประเทศเลย

เฮ้ย เฮ้ย มีฝรั่งแก่ๆ คนนึ่ง มานั่งกะเราด้วย
อ้าว เขาถามเราว่า ที่นี้ มี Internet Access ให้ใช้หรือไม่ เราบอกว่ามี
เขาถามต่อว่า ต้องมี Code หรือ Pin ในการใช้งานหรือไม่ เราบอกว่า ไม่ต้อง สามารถใช้ได้เลย
และเราก็พูดต่อว่า หากอยู่นอก Lounge นี้ ก็ต้องเสียเงิน

พอมาถึงก็รับเข้าแถวเลย สายการบินมาเลเซีย Malaysian Airlines
ป๋า เข้าแถว Check In ตั้งแต่ เวลา 9.30 แถวก็ไม่ยาวเท่าไร มีประมาณ 4 แถว ยืนรอ... รอไปรอมา ทำไมมัน Check In ถึงช้ามากนัก (วะ) เห็นแต่ละคน ก็นานๆ บางคนก็เดินออกดื้อๆ เราเองก็ไม่ทราบว่า เพราะอะไร เพราะอยู่ไกล ยืนไปได้ประมาณ เกือบ 1 ชั่วโมง หรือ 10.30 น. ก็เห็นผู้โดยสารที่ยืนหน้าเรา ก็ไม่รู้ทะเลาะอะไรกันอีก ทีนี้ เราก็อด (เสือก) ไม่ได้ เพราะเรายืนใกล้หน้า Counter มากแล้ว ก็ถามผู้โดยสาร เขาก็บอกว่า Check In เต็มหมดแล้ว เราก็งง เฮ้ย...มีแบบนี้ด้วย เลยไปคุยกับ เจ้าหน้าที่ เขาก็บอกว่า เป็นเพราะ มาเลฯ เขาส่ง เครื่องลำเล็กมาคือ Boeings 737 ซึ่งรับคนได้ประมาณ 160 คน ซึ่งความจริงเขาต้องส่งลำใหญ่ คือ Air Bus มา ก็เลยเป็นปัญหากับคนที่มาทีหลัง แต่ก็ไม่ได้มา Late นะ เราคิดว่า คงเป็นเพราะเขาต้องการ Save Costเขาเสนอให้ใช้ Flight อื่น ซึ่งมีทั้ง TG และ MH (Malaysian Airlines) เราเลยเลือก TG ซึ่งจะบินประมาณ 16.30 น. หลังจากนั้น สักพัก ก็มีเด็กหนุ่มคนนึง มาถามเราเรื่องนี้ ก็เลยเล่าให้แกฟัง แกเลยบอกว่า เป็นประจำเลย ไอ้ MH นี่

เราก็ถามเขาต่อว่า ต้องทำอย่างไร ต่อ เขาก็บอกว่า ต้องไป Check ที่ Counter TG แล้วเราถามว่า ไม่มี Coupon อาหารให้หรือ (เราไม่พลาดอยู่แล้ว) เขาก็ให้มา เป็น Coupon ทาน Hamburger ของ Burger King

จากนั้น ป๋า ก็ไป Check ที่ TG ก็แป๊บเดียวเสร็จ
ทีนี้ เวลามันเหลือเฟือเลย ตั้ง 4 ชั่วโมง ก็เดินหาโทรศัพท์ เชื่อหรือไม่ หาไม่มีเลย ชั้น 4 สำหรับ Check In ถามเจ้าหน้าที่ เขาบอกว่า ต้องไปชั้น 3 หรือ 2 จะมีบ้าง
เดินไปเดินมา ปวดท้อง อึ๊ ก็เดินหาตั้งนาน ถึงจะเจอ พอเข้าไปถึง ต้องเข้าคิวรอ ตั้งแต่ ไป ดอนเมืองมา ไม่เคยเข้าคิวรอเลย เพิ่งเจอที่นี่ครั้งแรก รอเกือน 10 นาที มีคนรอก่อนเราหนึ่งคน
เออ ลืมบอกไป ก่อนหน้านั้น ก็ไปกดเงินที่ ATM SCB กด 900 บาท ปรากฏว่า เงินไปออก เราเลยต้องตะโกนเรียก พนักงานธนาคาร มาดู เขาก็ให้เรา Check ยอดใหม่ ปรากฏว่า ไม่โดนตัดที ก็เลยกดใหม่ คราวนี้ ออกมาแล้ว (2 เรื่องแล้วนะ)
เรื่องที่ 3 ก็ คือ เราจะขึ้นไปบน Sky Lounge เพื่อดูภาพวิวสูงๆ ก็ขึ้นบันไดเลื่อนไป สูงเหมือนกัน พอขึ้นไปถึง กลายเป็นห้องอาหารดักรออยู่ เลยหน้าแตก (บริเวณที่จะเปิดให้เข้า เขากั้นอยู่) คนขึ้นไปเยอะมากเลย ต้องเดินลงมาหมด
ลืมบอกไป ตอนนี้ ป๋า ใช้ Free Internet ที่ TG Lounge โดยพิมพ์จาก Notebook ป๋า ป๋าไปขอความกรุณาจาก เจ้าหน้า Malaysian Airlines ต้องตื้อนิดๆ แต่เจ้าหน้าที่เขาก็อัธยาศัยดี บริการดี แกก็บริการให้เราได้นั่ง Lounge
Lounge TG มันใหญ่จริงๆ เห็นแล้ว เราว่า เสียดายเงินที่นั่งคงจุได้เป็นร้อยๆ คน นั่งสบายมาก ของกินเยอะ แต่เราอิ่มมาแล้ว จาก Hamburger อิ่มมากๆ ด้วย เดี๋ยวว่าจะขออึ ที่ Lounger นี้ อีกสักรอบ ไม่รู้ว่าส้วมมันหอมหรือไม่

วันอังคาร, ตุลาคม 24, 2549

ป้อนนม กินนม หนาวกันทั้งบ้าน

เป็นเรื่องที่ยังจำกันได้ดี เวลาที่จะให้นมชินชิน ตั้งแต่แกอายุได้ประมาณ 6 เดือน

เรื่องของเรื่องคือว่า เวลาที่จะต้องป้อนนมหรือให้นมชินชินทีไร ปรากฏว่า แต่ละคน ไม่ว่าเป็น พ่อ แม่ หรือ ผ่อผ่อ ต่างก็ถอยกันหมด เป็นเพราะ เวลาป้อนนมแก แกจะสู้ ไม่ยอมกิน บางทีก็เอาขาเตะบ้าง ร้องโวยวายบ้าง เป็นอย่างนี้ จนถึง ขวบกว่า... ผ่อผ่อบอกว่า บางทีก็โดนแกหยิกด้วย เจ็บจริงๆ

ตอนที่ชินอายุได้ประมาณ 6 เดือน มื้อกลางคืน ประมาณ 2 ทุ่ม พ่อจะเป็นคนป้อนนมให้ชิน (ส่วนมากนะ) ก็ต้องลุ้นตลอด ต้องให้แกง่วงนิดๆ แล้วก็ลุ้นให้แกดูดให้หมด ก่อนที่จะหลับ มีอยู่หลายๆ ครั้งที่ถ้าแกดูดนมแบบ จ๊วบๆ เร็วๆ เราก็ดีใจมาก ลุ้นให้หมดเร็วๆ แต่ปรากฏว่า ผลจากการที่แกดูดนมเร็วๆ นี่เอง ทำให้แก อ๊วกออกมา เลอะไปหมดเลย แล้วแกก็ร้องนิดๆ เราเองก็ต้องตะโกน เรียกแม่แก ขึ้นมาช่วยเช็ด... ใจก็นึกเสียดายนมที่กินเข้าไป เพราะกว่าจะลุ้นให้แกดื่มเข้าไปได้

...พออายุได้ประมาณ 1 ขวบ 2 เดือน ตอนนั้น ส่งไปที่ Nursery ทีโอที แกก็จับขวดนมกินเองได้แล้ว ไม่ต้องป้อนอีกต่อไป แต่ก็อยู่ Nursery ได้ 1 อาทิตย์ เพราะสู้เชื้อโรคไม่ไหว

...ก็รอมาได้อายุ 2 ขวบ 4 เดือน จึงส่งเข้าอนุบาลฉัตรเฉลิม สังเกตุว่า ตั้งแต่แกเข้า รร. อนุบาล เป็นต้นมา แกทานนมมากขึ้น
... ประการแรก คือ ตอนเข้านอน ที่เดิมจะกินเพียง 1 ขวด ก็จะเป็น 1 ขวดครึ่ง

... ประการที่สอง คือ คือจะมีการเพิ่มรอบดึก ในเวลา ตี 1-2... แกต้องตื่นขึ้นมาประจำ และตะโกนว่า "กินนม" หรือ "หม่าหมาหนูหิว"

เราเองก็ดีใจที่ลูกกินนมได้มากขึ้น

ชิน ชิน ล้างก้นให้แม่

วันนี้ ชินชิน อายุได้ 2 ขวบ 10 เดือน แล้ว

เช้าวันนี้ เป็นวันจันทร์ ก็เป็นวันที่ ชินชิน ต้องไป รร. เรียน Summer เหมือนเดิม แปลกจัง ทำไม เขาเรียกว่าเรียน Summer ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าร้อน มันน่าจะเป็น Winter หรือ Rainy เสียมากกว่า


เช้านี้...ชินชิน ตื่นขึ้นมา ไม่พบแม่ ก็ถามพ่อว่า หม่าหมาไปไหน เราก็บอกว่า อยู่ในห้องน้ำ (ส้วม) ชินชิน ก็เลยเดินไป ที่หน้าห้องน้ำ เรียกหา หม่าหมา ถามว่า ทำอะไร แม่เขาก็บอกว่า อึ๊

ชินชิน บอกว่า ถ้าหม่าหมา อึ๊ เสร็จแล้ว ให้บอกชินชิน ชินชินจะล้างก้นให้ เล่นเอา เราขำกลิ้งเลย


เราเองก็เข้าใจว่า ทำไม ชินชิน ทำเช่นนี้... คิดว่า เป็นการเลียนแบบพฤติกรรม เวลา ที่ชินชินปวดอึ๊ แม่เขาจะบอกให้ ชินชิน เข้าไปอึ๊เอง แล้ว หม่าหมา จะล้างก้นให้ ทีนี้ แกก็ทำให้แม่แกบ้าง

วันจันทร์, ตุลาคม 16, 2549

ชิน ชื่อนี้มาได้อย่างไร

ก่อนที่ใกล้วันคลอด ผมเองก็พยายามเปิด Net หาชื่อให้ลูก ก็จดมาได้เยอะพอควร

แต่พอเอาเข้าจริง ไม่ได้ใช้ชื่อที่หามาเลย
จำได้ว่า หลังจากคลอดมาได้แล้ว 2 วัน ที่ รพ. พญาไท 2... อาเฮีย ก็มากะครอบครัวแก พร้อมน้อง Pink
ระหว่างนั้น ติ๋วก็นั่งคุยอยู่บนเตียง แล้วก็ยืม Dict จาก น้อง Pink มาใช้ กดๆ ดู แล้วก็บอกว่า ตั้งชื่อเป็น
จิดาภา เราเองก็บอกว่า OK คือตามใจแฟนหละ

ก็ง่ายๆ ดีนะ อุตส่าห์ Search หาชื่อใน Net มาตั้งนาน สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้

สำหรับชื่อเล่น ชิน นั้น เราเองก็โทรทางไกลหาผ่อผ่อ ซึ่งตอนนั้น ยังอยู่ที่ตรัง กำลังจะเดินทางมาที่ กท. เราก็บอกให้ผ่อผ่อ ตั้งชื่อ จีน ให้ (จะลืม ชื่อจีนได้ไง คุณพ่อเราก็มาจากเมืองจีน) ผ่อผ่อ ก็บอกว่า พี่ฝน พี่ฝ้าย ก็มีชื่อจีนแล้ว ก็เลยบอกว่า ให้เป็นชื่อ ชิน จะได้ไหม ผมก็บอกว่า OK เลย และก็ชอบชื่อนี้ด้วย เพราะดี

ชิน ในภาษาจีนแปลว่ ใส (น้ำใส)

ชื่อนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ชินคอร์ปแต่อย่างใด ได้โปรดรับทราบด้วย

ตกลง ก็เป็นอันว่า แม่แกตั้ง 1 ชื่อ ผ่อผ่อตั้งให้ 1 ชื่อ ก็แบ่งกันไปคนละชื่อ

26 พ.ย. 2550

อยู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้อีกเหตุผลว่า ทำไม ถึงชื่อ Shin Shin
ก็ด้วยเหตุที่ว่า คุณพ่อ (ป่าป๊า) ชื่อ JR : JumRoon : Japan Railway หรือ รถไฟฟ้าในญี่ปุ่น
ดังนั้น ลูก JR ต้องด่วนกว่า JR จึงตั้งชื่อว่า ShinGanSen หรือคือ รถด่วนในประเทศญี่ปุ่น

ตึงเครียด ชิน ไม่ยอม

คืนนี้ จำได้ว่า เรากะแกก็เล่นกันสนุกมาก เหมือนทุกๆ เย็นหลังอาหาร
ก่อนจะขึ้นไปนอน เราก็แซวแกว่า ป่าป้า จะนอนข้างล่าง ป่าป้า จะนอนกับผ่อผ่อ แกก็ไม่ยอม ก็พูดทำนองแบบเรา ที่สุด แกก็บอกว่า ชินชินเดินเองไม่ได้ ต้องให้ป่าป้าจูง ก็เลยต้องจูงเขาขึ้นชั้นบนพร้อมกัน

พอเข้าไปในห้อง แม่แกกำลังนั่งคุยมือถืออยู่กะอาม่า ชินชินเข้าไปถอดแว่นแม่แก และก็เอาแว่นเขวี้ยงโยนไปที่นอน แม่แกก็เลยตีแก 1 ที แกก็เฉย จากนั้น แกก็มาหยอกล้อเล่นก้บป่าป้า เฮฮา หัวเราะซักลั่นห้อง ส่วนแม่แก ก็คุยโทรศัพท์ไปเรื่อยเปื่อย

จากนั้น เหตุการณ์ที่ทำให้ป่าป้างงก็คือว่า ระหว่างที่แกวิ่งอยู่ แกได้วิ่งผ่านแม่แก แกเอามือแกไป ตีหรือตบ ตรงหลังคอแม่แก อย่างแรงเลย แก ตีไป 2 ครั้ง จนแม่แกต้องดุแก
ถามว่า "ตีหม่าหมาทำไม"
แกตอบว่า "เป็นเพราะหม่าหมาตีแก"
แม่ถามชินว่า "ทำไม หม่าหมาตีแก"
แกตอบว่า "แกไปถอดแว่นแม่แกออก"
คือดูเหมือน แกก็ทราบเหตุผลที่แกถูกตี แต่แกไม่ยอม ต้องตีกลับ
แม่แก ก็บอกให้แกขอโทษ แกบอกว่า ไม่ขอโทษ
แม่แกบอกว่า ถ้าไม่ขอโทษจะไม่ให้กินนม แกบอกว่า แกจะกินนมป่าป้า

สุดท้ายแกก็ยอมขอโทษ ทำให้บรรยากาศเริ่มดีขึ้น

เด็กในท้อง ขยับน้อย ตื่นเต้นจัง

สิ่งนี่หละ ที่ทำความเครียด และความตื่นเต้น ให้พวกเรา
ก็จะไม่ตื่นเต้นได้ไง พอถึงเดือนที่ 8 ก็ให้หมอตรวจตามปกติ แต่หมอบอกว่า ดูเหมือน หัวใจเด็กเต้นน้อย และบอกว่า ต้องไปตรวจคลื่นหัวใจเด็กที่อยู่ในท้อง... ทีนี้ ก็ตื่นเต้นกันอีกแล้ว แกก็แนะนำให้ไปที่ รพ. ชลประทาน เพราะใกล้คลีนิคหมอ

ต้องไปตรวจทุกเย็นวันจันทร์ จากนั้น ก็ต้องรีบขับรถ เอาผลการตรวจคลื่นหัวใจ ให้หมอ โชคดี ที่เวลาที่เดินทาง คือประมาณ 2 ทุ่ม รถไม่ค่อยติด ก็ใช้เวลาขับรถประมาณ 20 นาที เมื่อให้หมอดูผล หมอก็บอกว่า ดูจากกราฟแล้ว ก็ดูปกติดี ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ก็ตรวจเช่นนี้ทุกวันจันทร์

การตรวจคลื่นหัวใจเด็กในท้อง พยาบาลก็จะเอาสายไฟ หลายๆ เส้น มาแปะ ตามหน้าท้อง และให้นอน เพื่อให้เครื่องทำงานประมาณ 15 นาที ส่วนผมก็ต้องนั่งรอข้างนอก เขาไม่ให้เข้าไปข้างในห้อง บางครั้งก็แอบเข้าไปดู (เพราะเป็นห่วง) มีอยู่ครั้งนึง ดีที่เราเข้าไปดู เพราะปรากฏว่า กระดาษ Plot กราฟเกิดหมด แล้วเราต้องไปตามเจ้าหน้าที่มา แต่ก็เริ่มวัดค่าใหม่ (เสียเวลาไปฟรีๆ)

ตั้งท้อง

ทันทีที่รู้ว่า แฟนตั้งท้อง... ความตื่นเต้นก็เข้ามาหา ต้องทำตัวอย่างไรบ้าง เรื่องอาหารการกิน พฤติกรรมการดำรงชีวิต ที่ต้องปรับตัวใหม่

เราเองก็โทรไปหาผ่อผ่อ หรือพี่สาว เพื่อขอคำแนะนำต่างๆ นาๆ ก็ได้รับคำแนะนำมากพอควร อาทิ
  • อย่าออกแรงมาก
  • อย่าเอื้อมมือ หรือเหยียดมือออกยาวๆ
  • ห้ามกิน น้ำลูกเดือย
  • ห้าม เจาะ หรือทำการใดๆ เกี่ยวกับตัวบ้าน
  • นอนมากมาก
  • อย่าสะเทือนมาก
  • ...

แต่สิ่งที่ผมจำได้ดีคือ การเดินทางไป-กลับ ระหว่างที่ทำงาน

ช่วงนั้น ระหว่างตั้งท้อง 9 เดือน แฟนไม่มีโอกาสได้ออกนอกเส้นทางเลย เช้าขับไปที่ทำงาน เย็นก็ขับกลับบ้าน วนตั้งแต่ รัตนาธิเบศร์ ตรงมาแคราย ตรงมาบางเขน เข้า Local Road แล้วตรงไปหลักสี่ เข้าที่ทำงาน พอตกเย็นเลิกงาน ก็ขับตรงเข้าปากเกร็ด ไปทางติวานนท์ เข้าสนามบินน้ำ เลี้ยวขวาที่พระนั่งเกล้า จากนั้น ก็กลับหมู่บ้าน... ทำอย่างนี้ อยู่ 9 เดือน จะมีการออกนอกเส้นทางบ้าง ก็ต่อเมื่อ หมอนัดตรวจเท่านั้น

ก็ยอมรับว่า มีความเครียดพอสมควร กลัวว่าจะพลาด แล้วแท้ง และโดยปกติแล้ว แฟนก็ไม่ค่อยระวังตัวอะไรมากด้วย อาทิ การออกแรง ซึ่งบางทีเราเองก็โมโห และทะเลาะกันบ่อยครั้ง ที่แกไม่ค่อยฟังเรา

และเมื่อเวลาผ่านไปได้ 3 เดือน พวกเราก็เริ่มสบายใจขึ้น เพราะมั่นใจว่า ตัวอ่อน คงแข็งแรงพอแล้วหละ

ในช่วงนั้น ก็ยังไม่ใส่ชุดคลุมท้อง ถึงแม้ว่า ท้องค่อนข้างโตพอควร มีสาเหตุมาจากว่า เขาถือกันว่า อย่าใส่ชุดคลุมท้องเร็วไป เราเองก็ต้องเชื่อ อีกอย่างคงเป็นเพราะท้องแรก อาจจะเขินๆ ก็เป็นได้

ในที่สุด ก็ตั้งครรภ์จนครบ 9 เดือน ผ่านมาโดยสวัสดี
จริงๆ แล้วก็ไม่สวัสดีเท่าไร เนื่องจากพอเข้าใกล้เดือนที่ 8 ก็มีเรื่องให้ตื่นเต้น ต้องลุ้นกันอีกที

กระติกน้ำ

ส.ค. 2549 : ชินอายุได้ 2 ขวบ 8 เดือน

จำได้ว่าประมาณกลางเทอมของอนุบาล 1 ก็คือปีแรกที่ชินชินเข้า รร.อนุบาลฉัตรเฉลิม
เย็นวันนั้น แม่ชิน กล้บมาจากที่ทำงาน มีกระติกน้ำฝากแก 1 ใบ แกดีใจใหญ่เลย เป็นครั้งแรกที่แกได้รับกรติกน้ำ เป็นกระติกน้ำสำหรับแขวนคอ และมีปุ่มกด Pop Up ได้ จากนั้น ก็มีหลอดโผล่ออกมาให้ดูดน้ำได้เลย
ทันทีที่แกได้กระติกน้ำมา แกก็อยากใช้เลย จึงต้องล้างและเติมน้ำให้แกดูด แกเห่อน่าดู
ระหว่างที่ทานข้าวเย็น แกก็จะเปิดมาดูดน้ำตลอด แกจะกด Pop Up อยู่เรื่อย และก็จิบน้ำสักนิด จากนั้น ก็ปิดฝา สักพัก แกก็เปิดมาดูดน้ำอีก ทำอยู่จนเราอดยิ้มไม่ได้ คือเห่อน่าดู คืนนั้น ขึ้นไปนอน แกก็ขอติดไปด้วย
รุ่งขึ้นไป รร. ก็ต้องติดไปอีก และแกก็เล่าให้ฟังว่า เพื่อนของแกมีเหมือนกัน

ถัดมาจากนั้น อีกสัก 2 เดือน แม่แกก็มีกระติกน้ำใบใหม่มาอีก (ขยันหา หรือซื้อซะเหลือเกิน) แต่ก็ทิ้งไว้ท้ายรถ ไม่ได้เอาเข้าบ้าน

เช้าวันหนึ่ง วันนั้นเป็นวันหยุด เราก็เปิดท้ายรถ เพื่อจะหยิบกล่องเครื่องมือมาทำงาน และก็ตามประสา ชินชิน ก็เดิน เข้ามาดูที่ท้ายรถ และแกก็มองเห็นกระติกน้ำใบใหม่ ท่าทางดีใจ อยากได้ แต่เราก็บอกแกว่า ชินชินมีแล้วนะ ใบนี้ ให้น้อง (หมายถึงหลาน) ได้ไหม แกบอกว่า ได้... สักครู่ แกก็เดินเข้าบ้านไป เราเองก็ไม่รู้ว่า แกเข้าบ้านไปทำอะไร แล้วแกก็เดินออกมา ซึ่งทำให้เราอดหัวเราะไม่ได้...

แกหยิบกระติกน้ำใบเก่าของแกออกมาจากในบ้าน แล้วเดิมมาหาเรา พร้อมกับบอกว่า ใบนี้ (ใบเก่า) ให้พี่ฝ้าย แล้วแกก็ขอใบใหม่ไป

เราเองก็งงเหมือนกัน เด็กๆ เขาคิดอะไรได้มากนะ รู้จักเลือกของเก่า ของใหม่... ของใหม่ใช้เอง ของเก่าเอาไว้โละ (เหมือนผู้ใหญ่ไม่ผิดเลย)

สว่าน และดอกสว่าน

14 ต.ค. 2549 ชินชินอายุได้ 2 ขวบ 10 เดือน แล้ว

วันนี้ เป็นวันหยุด ชิน อยู่กับพ่อที่บ้าน แม่ไปอบรมที่ศูนย์ฝึกฯ งามวงศ์วาน
ก็ตามประสาพ่อ ที่มีความรู้ด้านช่างพอสมควร คือ สารพัดช่างหละ ก็ชอบทำโน่นทำนี่ อะไรที่มันไม่เรียบร้อย ก็ทำให้มันเรียบร้อย โดยเฉพาะเรื่องไฟ ปลั๊กไฟ จะทำไว้ค่อนข้างมาก ก่อนหน้านี้ ก็เพิ่งติดตั้งสวิตแสงเสร็จ (กว่าจะหาอุปกรณ์ได้ครบ หมดไปหลายอาทิตย์)

สำหรับคิววันนี้ ก็ซ่อมประตูเหล็กห้องซักล้าง เนื่องจากพื้นที่ต่อเติมทรุด ทำให้ การใส่กลอนประตูเหล็ก ทำได้ยากมาก ผมก็เลยหยิบกล่องเครื่องมือประจำกาย ประจำรถ มา หยิบเอาประแจเลื่อนคายน๊อตที่ยึดโครงเหล็กออก ก็ตามสูตรเดิม ชินชิน ก็เข้ามา (ยุ่ง) ด้วย แกหยิบเอาตลับเมตรมา บอกให้ ป่าป้าวัด ป่าป้าวัด คือ อยากให้เราใช้ตลับเมตร เราก็บอกว่า ป่าป้ายังไม่ใช้

พอเราคลายน๊อตออกมาหลายตัวแล้ว สิ่งที่ต้องทำหรือแก้ไขประตูก็คือ ต้องย้ายตำแหน่งรูน๊อตใหม่ สิ่งที่ต้องทำต่อคือ ใช้สว่านเจาะรู แต่ก็ขี้เกียจไปหยิบที่ห้องเก็บของ เพราะมันเหนื่อยมาหลายงาน เลยแกล้งหรือลองสั่งให้ชินชินไปหยิบสว่านมาให้

เราถามชินชินว่า หยิบสว่านให้ป่าป้าหน่อยได้ไหม แกตอบว่าได้ (เป็นครั้งแรก ที่เราใช้ให้แกช่วยหยิบสว่านมาให้) สักพัก แกก็เดินไปที่ห้องเก็บของ แล้วแกก็ตะโกนมาบอกว่า "ป่าป้า หยิบไม่ไหว" ก็คงไม่ไหวหรอก เพราะในถุงป้าที่เราเก็บสว่าน จะมีสว่านอยู่ 2 ตัว คือ สว่านเจาะเหล็ก และสว่านเจาะปูน ซึ่งตัวใหญ่กว่า และก็มีสายพ่วงอีก 1 เส้น
เราก็ตะโกนบอกแกว่า "ให้ลากมา" สักครู่ แกก็ลากมาให้ได้จริงๆ... แหม ป่าป้า ดีใจใหญ่เลย เพราะใช้แกหยิบของหนักได้แล้ว จับแกหอมแก้มใหญ่


ยัง ยังไม่จบ ปรากฏว่า ดอกสว่านที่ติดมากับสว่านเป็นดอกเล็ก ใช้ไม่ได้อีก เพราะเราต้องการดอกใหญ่ ก็เลยบอกแกว่า ให้ช่วยหยิบดอกสว่านให้ด้วย อยู่ในลิ้นชัก ห้องเก็บของ แกก็ผงกหัว ทำนองว่า รู้จัก... คิดว่า แกคงรู้บ้างหละ เพราะเวลาห้องเก็บของเปิดทิ้งไว้ทีไร แกก็จะต้องรื้อ โน่นรื้อนี่ เราคิดว่า ก็เป็นเรื่องดี ที่เด็กได้เรียนรู้ต่างๆ นาๆ

แล้วแกก็เดินไปหยิบให้ ก็อีกตามเคย ทำให้เราปลื้มจริงๆ เพราะแกหยิบมาได้จริงๆ แต่เราต้องให้แกเดินอีกรอบ เพราะดอกสว่านที่หยิบมา ใช้ไม่ได้ บอกให้แกไปหยิบมาให้หมด เพราะมีหลายหลอด (ใส่ดอกสว่านไว้)

วันนั้น ดีใจ และหายเหนื่อยไปเยอะ

วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 12, 2549

Shin Is Born กำเนิดชิน

5 ธ.ค. 2546 เป็นวันเฉลิมพระชนม์พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และผมก็เลือกวันนี้ เป็นวันให้กำเนิดชินชินด้วย
อันที่จริง หมอคาดว่า คงคลอดได้ประมาณ ปลาย ธ.ค. หากเป็นเช่นนั้น ผมคงเลือกวัน Christmas, แต่หลังจากที่ได้ตรวจเป็นระยะๆ หมอก็บอกว่า คงคลอดเร็วกว่านั้น อาจเป็นประมาณวันที่ 10 ดังนั้น ผมก็บอกหมอว่าถ้างั้นขอเป็น 5 ธ.ค. ได้ไหม หมอบอกว่า OK

เป็นอันว่า หมอนัดคลอด 5 ธ.ค. 2546 ที่ รพ. พญาไท 2 หมอบอกว่า 8 โมง ให้มาถึง รพ. และติดต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง...

ก่อนวันจริง ผมก็ได้ขับรถ Survey เส้นทาง ซึ่งออกมาจากบ้าน ที่ ม. ซื่อตรง รัตนาธิเบศร์ ขับตรงมางามวงศ์วาน ขึ้นทางด่วน และลงอนุสาวรีย์ชัย ใช้เวลาไม่มาก ประมาณ สัก 30 นาที ก็ถึง

และแล้ว... วันที่ 5 ก็มาถึง ผมและแฟน ตื่นเช้าทั้งคู่ ตื่นเต้นมาก (ไม่ตื่นเต้น ก็ผิดปกติแล้วหละ) ก็ขับรถมาเรื่อยๆ เส้นรัตนาธิเบศร์ ขึ้นทางด่วนที่งามวงศ์วาน... พอวิ่งบนทางด่วนได้สักพัก แฟนบอกปวดท้อง และดูเหมือนเป็นมากเสียด้วย ทำเอาผมตื่นเต้นไปด้วย สงสัยจะคลอดเต็มที่แล้วกระมัง ก็เลยบอกแฟนให้ใจเย็นๆ แฟนก็บอกปวดท้อง ทำให้ผมต้องเพิ่มความเร็วรถ และไม่นานเราก็ถึง รพ. แล้วก็ให้แฟนรีบลงไปก่อน ส่วนผมก็ไปหาที่จอดรถ...เมื่อจอดรถเสร็จก็มาตามหาแฟน ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แกบอกว่าเมื่อสักครู่ แกปวดท้องเข้าห้องน้ำ ไม่ได้ปวดคลอด (ก็สงสัยเหมือนกันว่า แกแยกไม่ออกหรือไง ทำเอาเราป่วน)

จากนั้น ก็เป็นกระบวนการด้านทะเบียน เมื่อเสร็จแล้ว ประมาณ 9.00 น. ก็พาไปชั้น 3 (หากจำไม่ผิด) เพื่อทำคลอด ให้แฟนเข้าห้อง ส่วนผมนั่งรอที่ห้อง ด้านนอก (หมอไม่ให้ผมเข้า ดูเหมือนคงรู้ว่า ผมเข้าไปแล้ว อาจเป็นลม และจะเป็นภาระให้กับเจ้าหน้าที่ห้องคลอด เพราะเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว ฮา)

ผมก็นั่งรอ ด้วยความตื่นเต้น รอไป ก็มองไป สักพัก ก็มีเจ้าหน้าที่นำเด็กออกมาจากห้องคลอด ผมก็เดินไปดู...หน้าแตก ไม่ใช่ลูกเรานีหว่า คนแล้วคนเล่า ลุ้นแล้วลุ้นอีก... ผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ทานกาแฟ รอเป็นชั่วโมง ทำไม๊ ไม่โผล่มาสักที แฟนเป็นอะไรหรือเปล่าว้า เริ่มกังวลเหมือนกัน ผมรอจนหายตื่นเต้นเลย แทบจะนั่งหลับ ทันใดนั้น เจ้าหน้าที่ก็มาตะโกน ถามหาพ่อเด็กน้อยคนหนึ่ง ที่เขาจูงออกมา ก็คือถามหาผมนั่นเอง ผมก็รีบออกไปดู...พยาบาลเขานำเด็กใส่ในกล่องพลาสติกบนรถเข็น ตอนที่เขาเรียกให้ผมออกมาดูนั้น พยาบาลได้เปิดช่องของกล่องพลาสติกให้ผมดู...

สิ่งที่ไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้น ทารกหญิงน้อยนางนั้น ร้องไห้ทันทีที่ผมมองไปที่หล่อน เสมือนหนึ่งทักทายพ่อของหล่อน ผมดีใจและตื่นเต้นน่าดู เป็นปลื้มที่สุด จากนั้น ก็สังเกตุหน้าตาทารก มีผมเต็มหัวเลย ซึ่งตอนแรกนึกว่าหัวจะล้าน ใบหน้าดูแปลกๆ ไม่คุ้นตาเลย (อาจเป็นเพราะผมแทบไม่เคยได้เห็นหน้าเด็กที่ออกจากห้องคลอดมาก่อน ครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกในชีวิต)

จากตัวเลขที่สอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่า
เพศหญิง, หนัก 3,810 กรัม, รอบหัว ..........ซม., ความยาว............ ซม.

ตื่นเต้นจริงๆ ..........

วันพุธ, ตุลาคม 11, 2549

ชินป่วยหนัก หลังจากเข้า Nursery


เป็นครั้งแรกที่ชินป่วยหนัก ตอนนั้น แก อายุได้ 1 ขวบ 2 เดือน (ประมาณ ก.พ. 2548)
เป็นการป่วยหลังจากที่ลองส่งไป Nursery สรท. (ที่ทำงาน ทีโอที) ได้เพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น
ตัวร้อนจัด สุดท้าย ต้องเข้า รพ. นนทเวช เป็นทั้งตัวร้อน ท้องเสีย นอน ร.พ. อยู่ 2 คืน เสียค่าใช้จ่ายไปประมาณ 2 หมื่นบาท ค่อนข้างสูง

ก่อนเข้า รพ. แกก็มีอาการเป็นหวัด ตัวร้อน ก็ไปหาหมอมาหลายครั้ง หมอก็บอกว่า ไม่เป็นไร ที่ไหนได้ ตกดึก ตัวร้อนจัด (ซึ่งทำให้ผมโมโหหมอคนนั้นมาก ได้มีการไปพบแกอีก ผมก็ต่อว่าแกเล็กน้อย) พ่อและแม่ตกใจต้องตื่นมาเช็ดตัวให้ทั้งคืน ง่วงก็ง่วง แต่ลูกชินแกก็หลับได้ ทั้งๆ ที่แกตัวร้อนจัด แม่ชินก็กลัวว่า หากตัวร้อนจัด จะทำให้ชักได้

ผ่อผ่อ ได้มาเยี่ยมที่ รพ. ผ่อผ่อบอกว่า ชินชิน ผอมไป หน้าซูบไปเลย คงสงสารชิน
สาเหตุที่ต้องส่งชินไป Nursery ก็เพราะ พอแกอายุได้ประมาณ 1 ขวบ น้ำหนักแกก็ 12 กก. ทั้งผ่อผ่อ และอาม่า ก็เริ่มเลี้ยงแกไม่ไหวแล้ว เพราะต้องอุ้มแก แกยังเดินไม่ค่อยได้


แต่หลังจากที่ ผ่อผ่อ เห็นสภาพแกไม่สบาย บวกกับ แกเดินเป็นแล้ว ไม่ต้องอุ้มมาก ผ่อผ่อ ก็ตกลงจะมาเลี้ยงให้อีกครั้ง (ขอบคุณผ่อผ่อ จริงๆ ขนาดว่า อายุ 70 กว่าแล้ว ยังมาช่วยเลี้ยงหลานให้ ต้องเลี้ยงทั้งลูก และหลาน เป็นความโชคดีของเราหรือเปล่าเนี่ย ที่มีคุณแม่มาช่วย ขอบคุณจริงๆ)

วันอังคาร, ตุลาคม 10, 2549

Shin ข่มขู่ เพื่อนทางโทรศัพท์

อาจเป็นเพราะแรงบีบคั้น จากการถูกแกล้ง หรือการเอาคืนจากชินชิน ก็ไม่ทราบได้
บ่อยครั้ง ที่เวลาเลิกเรียนมาถึงบ้านแล้ว (ประมาณ บ่าย 3 ทุกวัน) ชินก็จะเล่นของแก อยู่กับ ผ่อผ่อ

ผ่อผ่อ จะมีเรื่องมาเล่าให้ฟังเกือบทุกวัน

บ่อยครั้งที่ชินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วก็พูดใส่ในโทรศัพท์ว่า

"บูม เหรอ บูมไม่ต้องมา รร. นะ ให้อยู่ที่บ้าน" หรือ
"บูม เหรอ อย่ามาแกล้งกันนะ เดี๋ยวจะให้ หม่าหมา มาจัดการเลย" และอีกมากมาย

มีอยู่ครั้งหนึ่ง พูดเรื่อง สกปรก ก็ถามชินว่า ที่ รร. มีใครสกปรกหรือไม่ ชินตอบทันทีว่า มอส พอเราถามอะไรที่ไม่ดีต่างๆ แกก็จะบอกว่า มอส ไปทั้งน้าน (น่าสงสารมอสจัง)